บทสัมภาษณ์นิโคล เทริโอ - นักแสดงนำภาพยนตร์เรื่อง “คืนไร้เงา” รับบท สิปาง
(ช่วง Pre-Production)

 

ถาม: เข้ามาร่วมทำงานกับหนังเรื่องนี้ได้อย่างไร
นิโคล:
คุยไว้นานว่าจะเล่นหนังกับแกรมมี่ จะลองให้กี้เล่นหนังใหญ่ดู ก็เลยคิด concept ว่าจะให้เล่นแบบไหน idea แรกก็คือ จะให้เล่น Romantic Comedy เพราะเข้ากับบุคลิกกี้ ที่เห็นได้ชัด แต่ไปๆ มาๆ คิดว่าตรงนั้นเล่นเมื่อไหร่ก็ได้ เอาที่มันพลิกจาก Character ตัวเอง ให้มันเห็นชัดไปก่อนเลยว่า เล่นอะไรที่ไม่ใช่ตัวเราไปก่อน
บทอันนี้ กี้เห็นครั้งแรกคือพี่นุชเอามาให้ดู พอกี้อ่านแล้ว ใช้เวลานานมากเหมือนกันก่อนจะตัดสินใจ คือตอนที่พี่นุชเล่าให้ฟังก็อยากเล่นเลย เพราะชอบหนังแนวนี้อยู่แล้ว ชอบหนังที่เน้นการแสดง เน้นคุณภาพ หนังที่มีอะไรเยอะใน 1 scene ที่ต้องสังเกตดีๆ หนังที่ต้องดู 2 รอบถึงจะเก็บรายละเอียดได้หมด คือหนังที่มีอะไรเยอะ มีของแอบแฝงอยู่เยอะ เลยอยากเล่น และจากที่อ่านบทในแต่ละ scene จะเห็นรายละเอียดเยอะมาก (เช่น มุมกล้อง แสง เสียง) แสดงว่าถูก Plan ถูกคิดมาอย่างดีมากๆ คือนานกว่าจะตัดสินใจได้ สู้กับตัวเองว่า หรือว่าเราจะไป Romantic Comedy เลย เพราะว่า หนึ่งเรามีความรู้สึกว่า เราพร้อมมั๊ยกับหนังที่ต้องใช้ความสามารถในการแสดงสูงมาก ถ้าเป็นหนังตลก มีตัวละครเยอะ บทพูดช่วยนักแสดง มันจะง่ายกว่า แต่หนังเรื่องนี้มันตัวเราล้วนๆ เราต้องเอาให้อยู่ ในที่สุดก็ตอบตกลง และเริ่มเรียน Workshop เพราะเราต้องเป็นตัว
“สิปาง” เลย และกี้ใหม่ต่อการแสดง เคยแต่แสดง Music Video และ ละคร อย่างละครเนี่ยมันไม่มีเวลาเป็นตัวคนๆนั้น และคนๆนั้นถูกสร้างมาให้เป็นตัวกี้ คือ character เป็นนิโคลเป๊ะเลย เกิดอะไรขึ้น Nicole React ตามนั้นไปเลย ซึ่งมันก็มีทั้งดีและไม่ดี ไม่ดีคือ คนดูจะเห็น Nicole เล่นเป็นคนนี้ แต่มันคือนิโคล แต่ดีคือ มันง่ายสำหรับตัวกี้ เพราะกี้ก็เล่นอย่างที่ตัวกี้เป็น กี้รู้สึกอย่างไรก็เล่นอย่างนั้น แต่สุดท้ายคิดว่าการแสดงมันต้องเปลี่ยนได้หมด ทั้งความคิดด้วยซ้ำ ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์หรือสิ่งนี้ขึ้นมากับคนๆนั้น เขาจะทำอย่างไร ไม่ใช่นิโคลจะทำอย่างไร แต่เป็น “สิปาง” จะทำอย่างไร แล้วเมื่อเขาทำ แม้แต่การเคลื่อนไหว/movement reaction หรือสายตา หรือ อารมณ์ จะเก็บ จะปล่อย จะนิ่งเฉยๆ หรือจะลุย อันนี้มันเป็นแบบที่เราต้องหาให้เจอก็เลยต้องมา Pre-Production กันเยอะ ตอนแรกก็ไม่ค่อยเข้าใจ ว่าเราอ่านบท เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น เชื่อ แล้วก็แสดงไป แต่มันไม่พอ มันต้องเป็น “สิปาง” เชื่อ ไม่ใช่ “นิโคล” เชื่อ ที่ยากที่สุดคือ ต้องเตะให้นิโคลออกไป แล้วเอา “สิปาง” เข้ามาในร่างเต็มๆ
ตอนนี้เข้ามาแล้วค่ะ เหมือนกับวิญญาณเข้าสิง ต้องเอา “สิปาง” เข้าสิงในร่างนี้ให้ได้ แล้วเอานิโคลออกไปก่อน แต่พอเล่นไปเล่นมา นิโคลเริ่มกลับเข้ามานิดนึง ทีนี้ Character ของ “สิปาง” ต้องเตะ นิโคลออกไปให้ได้ อันนี้คือต้องเป็นความเชื่อ สมาธิ และอะไรอีกหลายๆอย่าง คิดว่าเวลาและการฝึกฝนเท่านั้นที่จะทำตรงนี้ให้ได้ เพราะมันเป็นเรื่องแรกของนิโคล

ถาม: ตอนนี้พอใจกับพัฒนาการของตัวเองหรือยัง หลังจากผ่าน Workshop มาได้สักพัก คิดว่าจะให้คะแนนตัวเองเท่าไร
นิโคล:
ให้คะแนนตัวเองตอนนี้ 65 (จาก 100) เองค่ะ ต้องให้น้อยไว้ก่อนเพราะว่าถ้าให้เยอะมันจะทำให้เราหยุดความพยายาม แต่ถ้าให้น้อยไปมันก็จะทำให้เราท้อ เราต้องให้ Credit ตัวเราเองว่าเรามีการพัฒนากับเวลาที่เราให้กับตรงนี้ แต่เรายังต้องผึกฝนอีก เห็นเลยว่าการเตรียมตัวช่วง Pre-Production นี่สำคัญมากไม่ใช่แค่จำบท ตีความแล้วก็ไปเล่น มันคือพูดเรื่องอะไรก็ได้ที่เป็น “สิปาง” พูด ไม่ใช่กี้พูด
โดยเฉพาะตัวกี้อายุมากกว่า “สิปาง” แต่ Body Language การเคลื่อนไหว/Movement และอีกหลายอย่างของกี้ที่เด็กกว่า “สิปาง” คือ “สิปาง” อายุน้อยกว่านิโคล แต่การเคลื่อนไหว สิ่งที่ทำเนี่ยโต (เป็นผู้ใหญ่) กว่านิโคล มันเลยยาก มัน Opposite เราเลยต้องพยายามพลิกตัวเองไปเลย พลิกโดยที่ต้องไม่รู้ตัว ต้อง Become Her โดยที่เราไม่รู้ตัวด้วย

ถาม: แล้วนอกเวลา Workshop ในชีวิตประจำวัน นิโคลลองสวมบทบาทของ “สิปาง” หรือเปล่า
นิโคล:
ก็ลองทำดู บางครั้งนะคะ ไม่ได้ทำตลอดเวลา เช่น การหยิบวางของ การเดิน “สิปาง” ทุกอย่างเค้าจะช้ากว่ากี้ แต่ไม่ได้หมายถึงเค้าทำอะไรช้ากว่า แต่หมายถึงหยิบวางอะไรกระชับกว่า คือมันจะเป็นอีก Character นึงเลย กี้จะเป็นแบบอยู่ไม่สุข แต่ “สิปาง” จะนิ่งๆ นิ่งในที่นี้ก็คือทำโน่นทำนี่นะคะ Active ไม่ได้ Passive คือได้ยินมาว่าถ้าเลิกแสดงปุ๊ป ต้องตัดตรงนั้นออกไป คือกลับบ้านไปแล้วยัง In Character เดี๋ยวเครียดแย่ เหมือนมันปิด Switch ไม่ได้ แต่จริงๆ กี้เข้าใจแล้วว่าที่เค้าพูดกันอย่างนั้นเค้าหมายถึงเวลาแสดงอย่างเช่นในบทที่ต้องร้องไห้อย่างเวลามีคนเสียชีวิต แล้วเราเครียดมาก แล้วเรากลับบ้านแล้วเอา Feel/อารมณ์ตรงนั้นกลับไปบ้านด้วย คือมันก็เครียด เค้าเลยบอกว่าให้ Cut คือ Cut ไม่ต้องเอากลับบ้าน แต่สำหรับ Character เค้าไม่จำเป็นจะต้องเครียดหรือเจออะไรไม่ดี แต่ Character ของคนๆนี้เนี่ย เค้าเป็นยังไงโดยพื้นฐาน สมมุติว่าไม่มีอะไรดีและไม่ดีเกิดขึ้นเลย เค้าไม่มีความสุข เค้าไม่ทุกข์ เค้าไม่เครียด ไม่กังวล ไม่อะไร เค้าเป็นตัวของเค้าเนี่ย ตรงนี้เราเอากลับไปบ้านได้ แล้วก็ In Character กับตรงนั้นได้ โดยที่ก็เป็นตัวเค้า ทำโน่นทำนี่ที่บ้าน ไม่ต้องเครียด

ถาม: ในความคิดของกี้ “สิปาง” มี Character มุมมอง และความคิด ที่น่าสนใจตรงไหน
นิโคล:
“สิปาง” น่าสนใจเพราะเค้าเป็นคนที่ทันสมัย เป็นผู้หญิงทำงาน ที่ดูเหมือนจะมีความพอดีในชีวิต คือไม่ได้ลำบากอะไรมากในชีวิต แต่ก็ไม่ได้มีครบทุกอย่าง มันก็อาจจะขาดๆ เกินๆ แต่พอมาอยู่ด้วยกันมันก็ไม่ได้ขาดมาก ไม่ได้เกินมาก ก็มีหลักการ มี Idea ว่าชีวิตของเค้าจะเป็นอย่างไร คือเป็นคนวางแผน มีจุดมุ่งหมาย/มี Goal เป็นคนมุ่งมั่นว่าต้องให้ถึง Goal ให้ได้ และคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำเป็นสิ่งที่ถูกต้องเพราะเป็นคนที่คิดก่อนที่จะทำอะไรลงไป และเมื่อเกิดอะไรที่คาดไม่ถึง มันเหมือนกับว่า เค้าเลยมี Conflict กับตัวเอง หนังเรื่องนี้กี้คิดว่าหัวใจของมันไม่ใช่เป็นการหาคนที่หายไปหรอก หัวใจของเรื่องนี้คือการหาตัวเองให้เจอมากกว่า เป็นการสู้กับตัวเองตลอด เมื่อ “สิปาง” เจออะไรที่ Out of Control ปุ๊ป เค้าเริ่มมี Conflict กับตัวเองว่า มันไม่ควรเป็นอย่างนี้นี่ มันไม่ได้อยู่ใน Plan มันเกิดอะไรขึ้น โดยที่มี “บุษบา” ซึ่ง
เป็นคนที่อ่อน/Weak กว่า หรือ ไม่แข็งแรงเลยในสายตาของ “สิปาง” “สิปาง” เลยอยากจะช่วย เพราะในธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อคนเราอยู่กับคนที่ Weak กว่า เหมือนกับว่าเราจะรู้สึกว่าเราเข้มแข็งกว่า เหมือนกับเราเอาตรงนั้นของเค้ามาทำให้เราแข็งแรงขึ้น ซึ่ง “สิปาง” ต้องมีตรงนั้นเพื่อดำเนินหา “นภัทร” ให้เจอ แล้วตอนแรกหา “นภัทร” เพราะฉันต้องรู้ทุกอย่าง ต้องรู้ให้ได้ พอไม่รู้ มันต้องสืบแล้วพอเริ่มรู้อะไรมากขึ้น เลยเริ่มรู้/เข้าใจถึงความรู้ตัวเองว่ามันเป็น Motivation คนละอย่าง อย่างครึ่งหน้าเนี่ย Motivation ของ “สิปาง” คือ “นภัทร” ไปไหน เอ๊ะเค้าเป็นคนอย่างนี้เหรอ เป็นไปได้อย่างไร ทำไมฉันไม่รู้ ยังไงๆ ครึ่งหลังเนี่ยเริ่มรู้มากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว และเริ่มไม่อยากรู้แล้ว เพราะว่าเหมือนกับว่ามันเป็นความจริง พอทุกอย่างเริ่ม Clear เริ่มไม่อยากรู้แล้ว เพราะกลัวรับไม่ได้ ในที่สุดแล้ว Motivation ก็คือ รักคนนี้ ถึงแม้ว่าจะรู้อะไรแย่ๆ แล้ว ก็ยังตามหาอยู่ ทั้งรู้ว่าเรารักคนนี้ เราต้องหาให้ได้ คือมันมี 2 จุด ตรงนี้แหละที่มันยาก คือมันอยู่ข้างใน มันเลยยากว่าจะแสดง/Act อย่างไรให้มันเห็นชัด เพราะจะเป็นจุดที่พลิกในเรื่อง ซึ่งถ้ากี้ไปถึงจุดนี้ได้ก็เยี่ยมเลย กี้ตั้งใจว่าจะต้องทำตรงนี้ให้ได้

ถาม: รู้สึกอย่างไรที่ได้ร่วมงานกับอุ้มเป็นครั้งแรกในหนังเรื่องนี้
นิโคล:
กี้ชอบเค้ามาตั้งนานแล้วตั้งแต่เค้าเพิ่งเริ่มเข้าวงการและเล่นละคร คือเปิดทีวีเห็นเค้ากำลัง Acting อยู่ แล้วก็รู้สึกสนใจ เตะตา เพราะเค้าเล่นเป็นธรรมชาติมาก เค้ามี Talent และเป็นธรรมชาติมากเวลาเล่น

ถาม: รู้สึกอย่างไรที่ได้ร่วมงานกับทีมงานหนังเรื่องนี้
นิโคล:
รู้สึกดีค่ะ ทุกคนน่ารักมาก พี่นุชเป็นคน Sensitive ในแง่ที่ว่าเข้าใจในสิ่งที่กี้พูด เช่นบางครั้งที่กี้พูดออกมาเยอะเนี่ย พี่นุชจะหยิบ Point ที่กี้พยายามจะสื่อออกมา พี่นุชเค้าจะหาเจอแล้วเค้าจะช่วยให้กี้เจอ เวลาที่กี้มี Idea ในหัวก็พูดออกมา ซึ่งพี่นุชก็จะสรุปออกมาเป็นประเด็น ซึ่งก็ตรงกับสิ่งที่กี้พยายามจะสื่อ พี่นุชจะสามารถหยิบออกมาแล้วใส่ไปในบท ว่านี่แหละ Motivation ของ “สิปาง” ที่จะตามหา “นภัทร” ที่สุดท้ายสุดมันเป็น Feeling ของ Soul Mate หรือว่าคู่แท้ของเรา เราเชื่อว่าคนนี้แหละคือคู่แท้ เพราะถ้าไม่แท้เนี่ย เรื่องราวที่แย่ๆ นี่จะทำให้เราหมดรักได้ แต่นี่ยิ่งแย่ ยิ่งรัก ยิ่งเป็นห่วง ยิ่งต้องการให้เค้ากลับมาให้ได้ ด้วยความที่เป็นคู่แท้ นี่แหละค่ะทีได้จากที่นั่งคุย ทำ Workshop กันมา สุดท้ายพี่นุชสามารถจะดึงเข้ามาใส่ในเรื่องทำให้กี้ Get ได้ เพราะกี้อ่านจากในบทอย่างเดียวมันไม่ Get หรอกเพราะเรายังเป็นเราอยู่ กี้ก็ยังตีความเป็นนิโคลอยู่ดี แต่พี่นุชจะเข้าใจ Character ซึ่งจะช่วยเราได้มาก และทุกคนในทีมงานก็ช่วยกันหมดนะค่ะ ไม่ว่าจะเป็น Producer หรือแม้แต่เรื่องเสื้อผ้ากับ Costume Designer กี้ก็มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นด้วย ว่าชอบ/ไม่ชอบอะไร คือถ้ากี้ไม่มั่นใน พี่เค้าก็จะไม่บังคับ เพราะ Main มันคือ Acting และเสื้อผ้าเป็นเพียงองค์ประกอบ แต่อย่างไรก็ตามกี้ต้องพยายามให้กลมกลืนกับ Character ของ “สิปาง” มากที่สุด ทีมงานทุกคนทุ่มเทกับหนังเรื่องนี้มาก กี้เห็นพี่นุชครั้งแรกในสัมภาษณ์ทางทีวี ตอนที่พี่เค้าทำ Bangkok Film Festival สำหรับหนังเรื่องนี้ กี้รู้สึกว่าอะไรที่มันเป็นครั้งแรกมันจะมีความตื่นเต้น ความมุ่งมั่น และความลุ้นอยู่ และคิดว่า 3 อย่างรวมกันแล้วมันด

ถาม: แล้วคิดว่าคนดูเค้าจะลุ้นไปกับเราด้วยมั๊ย เพราะคนเค้าก็จะทราบว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องแรกของนิโคลด้วย
นิโคล:
ก็พี่นุชบอกว่าที่เลือกกี้แสดงหนังเรื่องนี้เป็นเพราะไม่ใช่ว่ากี้เป็นนิโคล แต่จากที่เค้าเห็นกี้เวลาแสดงอาจจะเป็นละครในทีวี เห็นว่ากี้มีหนึ่งอย่างที่ “สิปาง” ควรจะต้องมี คือความลุ้น คือจะต้องให้คนดูอยากที่จะเอาใจช่วยผู้หญิงคนนี้ คือคนที่จะมาเล่นเป็น “สิปาง” ควรจะต้องมีตรงนี้ คือคนเห็นแล้วจะส่งสาร สงสารแล้วสู้ไม่ได้มันก็ไม่ใช่ แต่คนดูจะเห็นแล้วลุ้นเอาใจช่วย คือคนนี้น่าสงสารก็จริง แต่ก็ไม่ได้ยอมแพ้ และหนังเรื่องนี้ “สิปาง” เค้าจะอยู่ดำเนินเรื่องทั้งเรื่อง คนดูต้องอยู่กับคนๆ นี้ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่งั้นมันจะแบน Character จะแบนไม่ได้ มันต้องมีหลายๆ อย่างผสมผสานในตัวคนหนึ่งคน ไม่ใช่นางเอกยอมแพ้ร้องไห้ ถูกกระทำ น่าสงสารจังเลย มันจะต้องเป็นแบบเอ๊ะ เหมือนกับเป็นคนที่คิดเหมือนจะทำ แต่ไม่ทำ หรือเอ๊ะอยู่ดีๆ ลุกขึ้น ฮึด ลุยตามหาไปโน่นไปนี่ ที่ๆ ผู้หญิงไม่ควรจะไปแต่ชั้นก็จะไป แต่ก็ยังมียั้งๆ คือเค้าจะขัดแย้งในตัวเองเยอะ แล้วคนดูก็จะต้อง Get ตรงนี้ด้วย และจะบอกว่าแล้วยังไงต่อล่ะ ยังไงต่อ คือเนี่ย พี่นุชบอกว่าเค้าเห็นว่ากี้มีตรงนี้ (หัวเราะ) มีความสับสนอยู่ในตัวเอง

 

-------------------

 

 บทสัมภาษณ์นิโคล เทริโอ - นักแสดงนำภาพยนตร์เรื่อง “คืนไร้เงา” รับบท สิปาง
(ช่วง Post - Production)

 

Q: หลังจากที่ปิดกล้องไปแล้ว อยากให้ประเมินตัวเองเกี่ยวกับการแสดงในหนังเรื่องแรกนี้ เพราะจากที่มีบางคนได้ดูหนังแล้วบอกว่ากี้เล่นดีทีเดียว
นิโคล:
ขอบคุณมากค่ะ รู้สึกดีใจมากที่เป็นที่พอใจของผู้กำกับซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และก็ตัวเองด้วย แล้วก็ทีมงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้ ก็สนุกมากๆ และได้วิชาอะไรเต็มเลย แล้วก็อยากจะแสดงหนังอีก ไม่อยากหยุดแค่นี้ ก็รู้สึกดีใจค่ะ ที่ตัวเองทำได้

Q: กี้เรียนรู้อะไรจากการทำงานในหนังเรื่องนี้บ้าง
นิโคล:
เรียนรู้ว่าหนึ่งการแสดงไม่ใช่อะไรที่ง่ายเลย สองคือ มันเหมือนกับการขี่จักรยาน พอเราขี่เป็นแล้วมันจะทำได้ แล้วมันก็อยากจะขี่จักรยานไปเรื่อยๆ ก็เหมือนกับการแสดงพอจบเรื่องนี้ก็คิดถึงตรงนี้ แล้วก็ได้อีกมุมหนึ่งของ วงการบันเทิง คือไม่ใช่แค่เพลง หรือละคร แต่เป็นหนังด้วย ซึ่งตรงนี้กี้มีความสุขมากเพราะว่าทำงานร่วมกับทีมงานแล้วค่อนข้างที่จะสนิทกันเป็นเหมือนครอบครัว ทุกคนทำงานเพื่อเป้าหมายหนึ่งอย่างคือหนังเรื่องนี้ แล้วมันชัดเจนมาก คือทุกอย่างเราทำเพื่อหนังเรื่องนี้

Q: ย้อนกลับไปพูดถึงในด้านการแสดง อย่างคาแรคเตอร์ของสิปางจะมีความแตกต่างกับตัวกี้มากๆ กี้มีวิธีการ relate กับบทของสิปางอย่างไร ทั้งๆ ที่คาแรคเตอร์ถ้าเทียบกับตัวกี้แล้ว คนละแบบกันเลย
นิโคล:
ตอนแรกมันยากมาก ตอนที่ทำ Workshop ก็นานพอสมควรกว่าจะหาเรื่องราวในชีวิตตัวเองที่จะมา Relate กับตัวละครและสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังให้ได้ มันเลยต้องมีการคุยกันเยอะระหว่างกี้กับพี่นุช- ผู้กำกับฯ และพอคุยกันก็เลยหาสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตตัวเองที่จะนำมา Relate ได้ แต่พอเราแสดงไปเรื่อยๆ สักพักมีความรู้สึกว่ามันไม่ต้องเรียกมาแล้ว มันมาเป็นธรรมชาติเพราะว่าสักพักหนึ่งเมื่อเราเริ่มแสดงแล้ว มันต่อเนื่อง มันเหมือนฝัน มันเหมือนคนที่นอนหลับ ตอนที่เราหลับคือตอนที่เราไม่ได้เข้าฉาก และพอเราตื่นเราก็เป็นสิปาง ทุกอย่างในชีวิตของสิปางก็ต่อเนื่อง มันก็ค่อนข้างจะสนุกตรงนี้

Q: แล้วตรงช่วงไหนของหนังที่เวลาเล่นแล้วรู้สึกว่าเริ่มอินแล้ว ไม่ต้อง relate มาก มันเริ่มมาเป็นธรรมชาติแล้ว
นิโคล:
โอ้โห ผ่านไปเดือนกว่าๆ หลังจากเปิดกล้อง เพราะช่วงแรกยังเกร็งเยอะมาก มัน Built ด้วยล่ะ สำหรับกี้ การเตรียมพร้อมบางทีมันก็ไม่ดีสำหรับตัวกี้เอง เพราะมันเป็นการ Built ให้มีการหวังอะไรเยอะแยะในตัวเราเอง คือตัวเราทำเองนะคะ แต่มันจำเป็นต้องมีการเตรียมตัวเยอะ ก็เลย Built เยอะ ก็เลยคิดเยอะซะจนไม่ Relax แต่พอ Relax ได้ปุ๊บ ก็รู้เลยว่า อ๋อมันแค่นี้เองแหละ ขอให้สบายๆ แล้วก็มีสมาธิ และทุกอย่างมันก็ลงตัวเอง

Q: แล้วพี่นุชให้คำแนะนำกี้อย่างไรบ้าง
นิโคล:
พี่นุชให้คำแนะนำเยอะมาก บางอย่างพอหนังจบแล้วก็ยังเอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย โดยเฉพาะหนังเรื่องนี้เป็นหนังเกี่ยวกับผู้หญิง เกี่ยวกับจิตใจของผู้หญิงนะคะ ซึ่งกี้กับพี่นุชคุยกันเยอะ และพี่นุชค่อนข้างที่จะ Relate กับเรื่องราวของกี้ได้เยอะมาก กี้จะเล่าให้พี่นุชฟังหมด ไม่เก็บ เพราะกี้มีความรู้สึกว่ามันจำเป็นที่จะต้องเล่าทุกอย่างเพื่อที่จะทำให้เข้าใจว่า ตัวกี้คือใคร และสิปางคือใคร แล้วจะทำยังไงให้สองคนนี้เป็นคนๆ เดียวกันได้ แล้วก็ให้เป็นตัวละครอย่างที่พี่นุชต้องการ พี่นุชก็สอนเยอะ อย่างแรกก็คือ ให้ทำสบายๆ อย่าคิดมาก อย่าเกร็ง สองก็คือ พี่นุชให้กำลังใจว่า กี้ทำได้ กี้ทำได้ ซึ่งตรงนี้สำคัญที่สุดเลย เพราะกี้ก็จะคิดว่ากี้ทำได้

Q: แล้วสิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับกี้ในหนังเรื่องนี้คืออะไร
นิโคล:
การเดินค่ะ ไม่น่าเชื่อ (หัวเราะ) ท้าทายมาก มันเดินเยอะเหลือเกิน และมันสำคัญมากเพราะการเดินจะเป็นตัวบ่งบอกโดยไม่ต้องใช้คำพูดถึงบุคลิกลักษณะของผู้หญิงคนนี้ ซึ่งกี้เดินเป็นตัวกี้มาก และมันชัดมากๆ แล้วมันขัดกับคาแรคเตอร์ของสิปาง ซึ่งยากมาก และยิ่งเราไปสนใจเรื่องการเดิน มันยิ่งทำให้เกร็ง แล้วยิ่งไปกันใหญ่ ขาซ้ายขาขวามันไม่ตามกัน แล้วก็ค่อนข้างที่จะหนักใจเรื่องการเดิน จนพี่นุชมีการช่วยเรื่องมุมกล้อง หรือว่าถ่ายไม่ต้องเห็นทั้งหมด ให้เห็นครึ่งตัว นอกจากเรื่องการเดิน ก็มีเรื่องดีกรีของความรู้สึก เพราะเวลากี้เล่น ทุกฉากมันเหมือนกับหนังเรื่องหนึ่ง ตอนแรกๆ ทุกฉากมันเหมือนกับต้องมี Peak ของมัน ต้องมี Climax ของมัน คือต้องมีที่สุดของมัน คือถ้าเศร้าต้องร้องไห้สุดยอด ซึ่งพี่นุชบอกว่าอย่าเพิ่งเพราะมันเป็นแค่สองนาทีของหนัง มันยังไม่ Peak มันจะ Peak ตอนท้าย หรือว่าตอนไหนก็ตามซึ่งเราต้องเก็บไว้สำหรับตอนนั้น อันนั้นคือยากเพราะกี้จะยังไม่รู้ดีกรีของกี้ว่าจะต้องเล่นเท่าไหนกัน ถ้าไม่ร้องก็ไม่ร้องเลย หรือถ้าร้องก็โฮออกมาซะเต็มไปหมดเลย

Q: มีฉากไหนในเรื่องที่อินสุดๆ หรือ โดนสุดๆ มั๊ย
นิโคล:
(หัวเราะ) ฉากเปิด ฉากเลิฟซีน ไม่ได้อิน ไม่ได้โดนนะคะ แต่ค่อนข้างเขินที่สุดแล้วกัน อินสุดก็คงจะเป็นฉาก Climax ตอนรู้ความจริง มันต้องเรียกทุกอย่างที่พี่นุชบอกว่าให้เก็บไว้ก่อน มันต้องเรียกอารมณ์ออกมาทีเดียว ซึ่งตอนเทคแรกเนี่ยมันรู้สึกเยอะมาก เพราะมันตูมเดียว แล้วมันก็ออกมาหมดพร้อมกัน แล้วก็มีฉากที่ไปหานภัทรตามสถานที่ต่างๆ ด้วยบรรยากาศของสถานที่ ก็รู้สึกต้องพยายามไม่ร้องไห้ ผู้หญิงคนนี้ยังไม่ร้องไห้ แต่มันสะเทือนใจ

Q: เวลากี้เล่น ต้องคิดถึงนภัทรหรือเปล่า
นิโคล:
คิดค่ะ คือตอนแรกต้องหาคนในชีวิตจริงมาเป็นนภัทรให้กี้ให้ได้ เพื่อให้ได้ความรู้สึกถึงความรักขนาดที่จะต้องติดตาม แล้วก็รักขนาดที่ติดตามและรู้สิ่งต่างๆ ที่ทำให้เค้าน่ารักน้อยลง แต่ยังทำให้เราติดตามเค้าอยู่ เราต้องสามารถมีความรักตรงนั้นหรือเข้าใจในความรักตรงนั้น กี้ก็หาเจอตอนทำ Workshop แต่พอสักพักก็อย่างที่บอกคือไม่ต้องหาแล้ว มันเชื่อแล้ว มันเชื่อในนภัทร มันเชื่อในทุกอย่าง เหมือนที่บอกก็คือ พอเข้าฉากปุ๊บมันเหมือนตื่นจากฝัน เหมือนกับชีวิตจริงของกี้ที่เป็นนิโคล ไม่ได้เล่นหนังอยู่มันเป็นความฝัน เดี๋ยวไปร้องเพลง เดี๋ยวเดินไปซื้อของ พอเข้าฉากเป็นสิปาง ก็คือตื่นขึ้นมา Continue กับชีวิตตรงนี้ ซึ่งพอเราคิดตรงนี้ออกแล้ว มันง่ายมากๆ แล้วก็ค่อยยังชั่ว เพราะช่วงแรกๆ นั่ง Built เป็นชั่วโมง นั่งหน้าเมื่อย คนอื่นเค้าก็คุยกันปกติ กินก๋วยเตี๋ยว พูดหัวเราะอะไรกันเฮฮา แล้วพอแอ๊คชั่นค่อยมาเครียด แต่กี้นี่นั่งเครียดมาตั้งแต่บ้าน จนถึงที่กองถ่าย ก็ยังนั่งหน้าเมื่อย ไม่ได้ยิ้ม และมันจะเหนื่อยมากตรงนั้น ไม่ได้พัก แล้วยังเอากลับไปด้วยอีก อูย! วันแรกๆ บอกพี่นุชว่าแย่แล้วค่ะ คือดีใจที่มันมานะ คือในเรื่องของความรู้สึก แต่มันเอาไม่ออก แล้วพอสั่งคัทกี้ยังนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวข้างหลัง และตัวหนักมาก และเครียดมาก ในหัวเนี่ยมันเต็มไปหมดเลย มันปิดสวิทช์ไม่ได้ แล้วพี่นุชจะบอกว่ากี้ต้องปิดให้
ได้นะ ไม่อย่างงั้นจะเหนื่อยมากๆ เลยนะ เพราะนี่เราเพิ่งเริ่ม กี้จะรู้สึกว่าช่วงเดือนแรก กี้จะเป็นอีกคนหนึ่งไปเลย นี่คือมีคนเค้าบอกมาอีกทีนะ (หัวเราะ) อยู่ใกล้ๆ แล้วมีเกร็งนิดหน่อย คือ พูดน้อย แล้วนิ่งมาก

Q: สำหรับกี้ สิ่งสำคัญที่สุดในการแสดงในหนังเรื่องนี้คืออะไรคะ
นิโคล:
สำคัญที่สุดคือหวังว่า กี้เป็นสิปางอย่างที่ผู้กำกับต้องการให้เขาเป็น นี่คือจุดประสงค์/Goal ของกี้ ถ้าทำได้สำเร็จตรงนี้ก็คือกี้เป็นนักแสดง ดีหรือไม่ดีไม่รู้ แต่เอาเป็นว่าเล่นได้

Q: กี้คิดอย่างไรกับการคาดหวังของคนดู และกับแฟนเพลงของกี้เอง
นิโคล:
มันอาจจะมี 2 แบบนะคะ คือไปดู คืออยากไปดูนิโคลเล่นหนังแล้วก็เชียร์ หรือไปดูเพราะสงสัยว่าจะเล่นได้มั๊ย หรือไปดูเพราะตัวหนังเอง อันนี้เราไม่สามารถบังคับหรือทำอะไรกับตรงนี้ได้ แต่โจทย์ของกี้จะยากกว่านิดหนึ่ง เพราะกี้มีภาพนักร้องติดมาก่อน มันก็ค่อนข้างที่จะยาก มันต้องลบภาพที่ติดแล้วก็สร้างภาพใหม่ ก็อย่างที่เคยให้สัมภาษณ์ไปว่าไม่ว่าจะไปดูหนังด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ขอให้พอไปดูปุ๊ป สักพักลืมไปเลยว่าเป็นนิโคลแสดง ขอให้อินไปกับหนังกับตัวละครในเรื่อง

Q: กี้เคยบอกว่าหนังเรื่องนี้เปลี่ยนแปลงชีวิตกี้ หลังจากจบหนังเรื่องนี้แล้ว กี้มองว่าตัวเองจะเป็นอย่างไรต่อไป
นิโคล:
สำคัญมากเวลาที่เรารู้ว่าชีวิตเรามีอีกสายทางหนึ่งที่เราไปได้ มันดีมากกับจิตใจของตัวเราเอง เพราะว่าเหมือนว่าโลกเราไม่ได้แคบอย่างที่เราคิด หรือกว้างอย่างที่เราวางไว้ เรามีหนทางที่เราจะไปอีก ก็อยากเล่นหนังอีก ถ้าถามว่าอยากเล่นหนัง หรือ เล่นละคร กี้ว่าการแสดงในทุกรูปแบบกี้อยากทำหมด ละครเวทีกี้ก็ทำแล้ว แต่พอเล่นหนังแล้ว กี้เชื่อว่ากี้เรียนรู้มากที่สุดหลังจากที่เล่นหนังเรื่องนี้ อยากจะกลับไปเล่นละครเวทีอีก อยากจะลองอีกที กี้ว่ามันจะต้องดีกว่าเดิมเยอะเลย หนังอยากเล่นอีกแน่ๆ ไม่หยุดอยู่แค่นี้ค่ะ

ไฟล์วีดีโอสัมภาษณ์ผู้กำกับและนักแสดงนำ
ไฟล์วีดีโอตัวอย่างภาพยนตร์เรื่องคืนไร้เงา

บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)
กลับหน้าเมนู