ถ้าคนเราจะเปรียบชีวิตคือการเดินทาง

เห็นทีจะต้องบอกว่าชีพจรที่เท้าของนักร้องสาวคนนี้คงจะเต้นเป็นระวิง เพราะเธอบอกว่า…ชีวิตวันนี้ดูเหมือนจะผูกติดอยู่กับการเดินทางไปเสียแล้ว
ไม่แค่เดินสายเล่นคอนเสิร์ต แต่ลึกลงไปถึงชีวิต…ความรู้สึกนึกคิดที่เป็นอยู่

ร้องเพลงอยู่ดี ๆ ก็มีโอกาสไปเล่นละครจนทำให้ติดอกติดใจการแสดงจนกระทั่งโดดไปแสดงภาพยนตร์ นี่ก็กำลังผันตัวเองไปเป็นคนเขียนบทภาพยนตร์อีกแล้ว

มาดูสิว่า…ระหว่างทางของนิโคล เทริโอ นักร้องสาวขวัญใจคนทั่วบ้านทั่วเมืองคนนี้ …เธอเจอะเจออะไรมาบ้าง

ทราบว่านิโคลเป็นคนชอบเดินทางอยู่แล้ว ทำไมถึงเพิ่งมาใช้เป็นชื่ออัลบั้มคะ

หยิบมาเป็นชื่ออัลบั้มเพราะว่ามีเรื่องราวที่จะเล่าเยอะก็เลยใช้ชื่อนี้ แล้วก็เลือกที่ที่จะไปที่สบาย ๆ ไม่ต้องจัดฉาก ไม่ถ่ายในสตูดิโอ เอาความสวยงามเป็นธรรมชาติจริง ๆ ก็เลยเลือกเมืองที่คนเยอะ สีสันเยอะ ไม่ว่าจะเป็นสีสันของกำไล ผ้า เลยเลือกเมืองแขก ตอนแรกมีให้เลือก 2 ประเทศคืออินเดียกับเนปาล แต่กี้เคยไปอินเดียมาแล้ว เลยขอเลือกเนปาล อยากไปดูภูเขา เลยโยงกันหมดในเรื่องของการเดินทาง

การเดินทางที่ผ่านมาจะออกไปแนวไหนเสียส่วนใหญ่คะ

ถ้าว่างก็จะเดินทางไปดำน้ำ ไปโน่นไปนี่ เวลาทำงานทัวร์คอนเสิร์ตก็จะเดินทางตลอดเลย ทั้งรถตู้ เครื่องบิน คือไม่ค่อยได้อยู่กับที่

การทำงานที่เนปาลเป็นยังไงบ้างคะ เพราะต้องเดินทางไปด้วยทำงานไปด้วย แล้วความรู้สึกต่างกับการเดินทางไปเที่ยวเองยังไงบ้าง

สนุกมาก เวลาเราเดินทางจะมีความเหนื่อยต้องบวกไปนิดนึงน่ะเพราะเราต้องเคลื่อนที่ตลอดเวลากระเป๋าก็ต้องแพ็ก เดี๋ยวย้ายโรงแรม ย้ายของ ขึ้นรถลงรถ เดี๋ยวเข้าเช็กอินอีกแล้ว อะไรพวกนี้มันจะเป็นเสน่ห์ของการเดินทางแต่ก็เหนื่อยนะ เวลาไปเที่ยวจะเป็นอีกอารมณ์เลย ถ้าเหนื่อยเราก็นอนไปเลยก็ได้ ดูทีวีหรือไปชมวิวก็ได้ แต่การไปทำงานที่เนปาลครั้งนี้เราไปกัน 9 วันมีทีมงานประมาณ 13-14 คน แล้วเขาต้องการบันทึกภาพการเดินทางของกี้ เลยเริ่มต้นตั้งแต่ลงจากเครื่องบินโดยจะถ่ายเอ็มวี ถ่ายปก ถ่ายทีเซอร์ วีซีดีคาราโอเกะ ซึ่งชุดนี้มี 13 เพลง ถือว่าเยอะเลย เป็นครั้งแรกที่กี้ทำงานแบบนี้ปกติเราจะแยกวัน เช่น วั้นนี้ถ่ายปก อีก 3 วันถ่ายเอ็มวี อาทิตย์หน้าถ่ายคาราโอเกะ

9 วันที่เนปาลก็คือเป็นเรื่องราวของการทำงานล้วน ๆ

ล้วนเลยค่ะ แต่สนุกนะคะเพราะมันเพลิน ได้เห็นอะไรแปลกใหม่เลยลืมไปเลยว่าเป็นการทำงาน แต่มันคือการทำงานนะ จากเคยใช้เวลา 2 เดือนแต่คราวนี้ทำภายใน 9 วันกี้ก็ว่ามันดีจัง เราทำงานกันได้เยอะมากเลย

ประทับใจเนปาลมั๊ยคะ

ก็ประทับใจค่ะ เพราะมีทุกอย่าง มีภูเขา มีหิมะ มีอากาศที่เย็น 0 องศา ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปหมื่นฟุตแล้วกี้ไม่เคยเห็นอะไรที่สวยขนาดนั้นในชีวิตแบบอึ้งไปเลย ภูเขาที่มีหิมะแล้วหิมะกำลังถล่มอยู่ข้างหลัง ภูเขาที่ไม่มีหิมะแต่มีน้ำตก แล้วก็มีแม่น้ำ คือสิ่งที่อยู่รอบข้างมันจัดฉากไม่ได้แต่ที่นั่นมันอยู่รวมกันหมด แล้วที่เราไปเราต้องการธรรมชาติของผู้คน ต้องการวิถีชีวิตความเป็นอยู่ เราก็ได้เพราะคนที่นั่นเยอะมาก เราเล่นกับเขาเขาก็เล่นกับเรา ซึ่งตรงนี้มันแอ็กติ้งไม่ได้

จากภาพเบื้องหลังจะเห็นว่ามีคนรุมล้อมเยอะมากทำให้การทำงานลำบากไหมคะ

ไม่ค่ะ คือถ้าเราบอกเขาว่าอย่าเดินเข้ามาตรงนี้นะ เขาก็จะมุงวงใหญ่ ๆ เขาก็ช่วยเราแต่เขาก็จะดูน่ะ แต่บางทีก็ตลกเหมือนกันเพราะวงกลมมันจะแคบลง ๆ เราก็อ่ะเอาใหม่ขยายวงออกมาใหม่ ก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ หรือเวลากี้ดูรูปอยู่เขาก็จะเอาคางมาเกยที่ไหล่ดูด้วย กี้เปิด ๆ อยู่นึกว่าพวกเดียวกันหันไปเอ้าไม่ใช่ เขาก็จะยิ้ม กี้ก็อ่ะดูก็ดูด้วยกันไปเลย ก็น่ารักดี

พระเอกมิวสิกวิดีโอของกี้คราวนี้ไม่ใช่คนไทยด้วย

ค่ะ เขาเป็นเนปาลแต่เขาไปอยู่ที่อินเดียที่เดลลี อเมริกาจะมีฮอลลีวูด อินเดียก็จะมีบอลลีวูด นี่เขาไปฝึกการแสดงที่เกี่ยวกับบอลลีวูดนี่แหละ แม้แต่การยื่นผ้าเช็ดหน้าเวลาถ่ายทำขนาดไม่มีกี้นะ มีแต่กล้องเขาก็จะแบบเอ็กเซอร์ไซส์มาก ต้องเข้าฟีลให้ได้ ซึ่งถ้าเป็นเราก็คงยื่นไปธรรมดา แต่เขาต้องทำอย่างนี้ทุกครั้ง ก็ดีนะ เพราะการแสดงคือการแสดง มันต้องมีอะไรที่เขาต้องทำ แรก ๆ กี้ก็ถามเขาว่าเป็นอะไรนี่ เขาก็บอกว่าอย่าเพิ่งมาคุย ไอกำลังเข้าบทของไอ

อัลบั้มนี้ถือเป็นการทำงานที่ยากไหมคะ เพราะโจทย์ที่ทำก็คือจะต้องไม่กะโปโล และไม่ซีเรียสเกินไปเหมือนนิโคลพันธุ์ดุ

เราไม่ได้ตั้งโจทย์ให้มันยากเกินไป แต่ในการทำงานเรามาทำหลายแบบแล้วไงคะ แล้วกี้คิดว่าชุดนี้เราเอา 1 2 3 สิ่งดี ๆ มารวมในชุดนี้ ก็ถูกแล้วเพราะกี้ออกเทปมานานพอสมควร เรื่องของภาพที่ต้องดูกะโปโลต้องแต่งตัวเหมือนกันตลอดเวลาเพื่อเป็นอิมเมจ หรือเป็นบุษบาที่ยังจะต้องทำอย่างนั้นอยู่มันไม่มีความจำเป็นแล้ว เลยเน้นที่เพลงดีกว่า แล้วภาพก็ต้องเข้าคอนเซ็ปต์กับเพลง เพราะการเดินทางหรืออะไรก็แล้วแต่มันไม่ใช่แค่การเดินทางไปเนปาล เป็นการเดินทางในสายงานอะไรก็ว่ากันไป เพลงในนี้จะค่อนข้างกว้างความรัก อกหักก็ยังไปในทางที่บวกแบบกว้าง ๆ แบบเข้าใจเพลงสนุกก็สนุกแบบปลดปล่อยลูกบ้าออกมาเลย ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรที่จะมาให้เกร็ง

ในการทำงาน ทำงานยากขึ้นมั๊ยคะ

ตอนแรกยากมากค่ะ ยากมาก ๆ เพราะเราเปลี่ยหมดเลย หนึ่ง เปลี่ยนโปรดิวเซอร์ สอง เปลี่ยนคนที่ทำเนื้อเพลงจากพี่นิ่มสีฟ้าดูกี้มาตลอดก็เปลี่ยนเป็นพี่แว่น จักราวุธ แสวงผล พี่นิ่มจะดูรวม ๆ พี่ดี้ดูทั้งหมด แค่นี้กี้ก็ตกใจแล้วเพราะเปลี่ยนหมดเลย พี่แว่นก็โจทย์เยอะมากเลย จะทำให้เป็นเพลง ฟังก็ไม่ได้ เพลงแดนซ์ก็ไม่ได้ จะร็อกก็ไม่ได้ ป็อปอย่างเดียว ก็ไม่ได้ คือไม่ได้เยอะมากซะจนอ่ะจะทำอะไรทำไปเลย เป็นอารมณ์นี้เลยนะ กี้ก็เข้าห้องอัดเขาก็ปล่อยกี้ฟรีเลย ร้องไปร้องยังไงก็ร้องเลย ไกด็ตัวเอง พอสักพัก มันมีอะไรออกมาที่เราไม่รู้ เวลาเราลืมกฎเกณฑ์ที่เราถูกสอนมาที่ฝังอยู่ในตัว พอเราปล่อยกฎเกณฑ์นั้นออกไป ไม่เน้นแล้วว่าต้องทำเสียงแบบนั้นแบบนี้ที่มันเป็นคำสั่งทิ้งหมดเลย ร้องตามฟีลจริง ๆ

ใช้เวลาทำนานมั๊ยคะ

แค่กี้ร้องอย่างเดียวก็ 2 เดือนเพราะคอรัสตัวเองด้วยคอรัสนี่ร้องนานกว่าเสียงเมนอีก ชุดนี้มันครีเอทเยอะน่ะมันเหมือนวาดรูปอีกแนวหนึ่งแต่ยังใช้สีเดิม ๆ น่าสนใจ

หลังทำงานเพลงเสร็จแล้วกี้รู้สึกอย่างไงบ้างคะ

กี้ชอบ มันหนักตรงที่ว่าทุกชุดมันอยู่กับเราไม่ได้ เราจะออกมาซ้ำ ๆ นี่ได้อยู่แล้วแต่สักพักจะไม่มีอะไรใหม่เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่ออกชุดใหม่มันเสี่ยงกับการมีอะไรใหม่ ๆ ฟังแล้วมันก็โอเคเลย แล้วกี้ก็ให้แฟนคลับซึ่งเขาจะมานั่งอยู่นอกแกรมมี่แกรนด์ ทีมงานก็จะเรียกให้เขาเข้าไปฟังทั้งชุดเลย ให้ฟังรอบหนึ่งแล้วเขาก็จะถามว่าชอบเพลงไหน ซึ่งเพลงที่แฟนคลับชอบก็เป็นเพลงเดียวกับที่กี้ชอบ เขาจะจับคำจับเพลงที่มันโดน ๆ เพราะเพลงที่ฟังครั้งเดียวแล้วจำได้นี่คือเวิร์ค ดังไม่ดังไม่รู้ แต่มันติดหูน่ะ แล้วอย่างอื่นมันจะตามมา

เพลงนั้นคือเพลงอะไรคะ

เพลง ‘ชอบมาก ๆ’ เพลง ‘ว่าแต่ว่า’ เพลง ‘ผู้หญิงตาดำดำ’ อันนี้เป็นแดนซ์เรกเก้ อันนี้จะจำไม่ได้เลยว่าเป็นกี้แล้วเนื้อหาก็จะตลกมาก

ถ้าฟังเพลงหมดทั้งชุดแล้วอะไรคือสิ่งที่จะทำให้คนฟังรู้สึกได้เลยถึงความเปลี่ยนแปลง

ทุกอย่างเลย เนื้อหา เนื้อหานี่ไม่ซีเรียส วิธีการร้องอะไรต่ออะไร รู้แต่ว่ามันเปลี่นหมดเลย คนที่มิกซ์ก็เปลี่ยนแม้แต่เสียงซาวด์ของแผ่นซีดีก็คนละซาวด์เลย จากที่เคยเป็นเสียงออกมาข้างหน้า ก็กลายเป็นอยู่กลาง ๆ กลม ๆ แล้วก็มีเสียงวิ่งจากซ้ายไปขวา ขวาไปซ้าย อันนี้กี้ชอบมาก อุ๊ยเดี๋ยวขวาแล้วเดี๋ยวว้ายแล้ว แต่สิ่งพวกนี้ถ้าไม่ตั้งใจฟังจะไม่ค่อยรู้ มันจะเป็นสิ่งๆเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อยู่ในเพลง

การเปลี่ยนทีมงานดีหรือไม่ดีอย่างไรคะในความรู้สึกของตัวเอง

คือตรงนี้มันเป็นการตัดสินใจของผู้ใหญ่ แล้วกี้รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้ใหญ่ตัดสินใจมาได้ถูกคิดถูกไตร่ตรองถูกประชุมกันมาพอสมควรแล้ว กี้เองก็พร้อมอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงมันเป็นสิ่งที่ต้องทำและถูกต้องไม่เปลี่ยนเมื่อไหร่สิน่ากลัว กี้ก็พร้อม เพียงแต่ว่ากี้อาจจะไปปรึกษาพี่นิ่ม บอกพี่นิ่มขายังไงดีล่ะนี่ตอนนี้กี้ไม่มีไกด์เลย กี้ต้องร้องคนเดียว พี่เขาก็บอกทำไปเถอะ

ยังสนุกกับการทำงานเหมือนเดิมไหมคะ

สนุกค่ะสนุก อย่างนิโคลพันธุ์ดุนี่ก็สนุกนะแต่เหนื่อยเพราะตอนนั้นเราถ่ายละครไปในเวลาเดียวกัน ถ่ายเอ็มวี 3 วัน ถ่ายละครจนถึงตี 2 อย่างนี้ ไม่ใช่ว่าเขาใช้งานกี้เยอะนะ แต่งานคนละงานกัน ตอนถ่ายละครนี่ 7 วัน ได้นอนวันละ 2-3 ชั่วโมงเป็นเวลา 3 เดือนอะไรอย่างนี้ร่างกายมันเลยไม่ไหว ล่าสุดที่เล่นหนังนี่กี้ก็เลยต้องหยุดเบรกทำทีละอย่าง เล่นหนังก็เล่นอย่างเดียว ร้องเพลงก็ร้องอย่างเดียว เพราะหนังนี่รับบทหนักเลย

คาแรกเตอร์ของนิโคลในหนังเป็นยังไงคะ

ตัวแสดงตัวนี้เขาชื่อสิปาง แล้วคืนแรกที่แต่งงานสามีก็ออกจากบ้านไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย ชีวิตก็เลยเสียศูนย์ไงเพราะเขาแพลนไว้แล้วว่าชีวิตต้องเป็นอย่างนี้ ก็เลยออกตามหาและต้องลุย แต่ด้วยคาแรกเตอร์ตัวเองเป็นคนเก็บความรู้สึกแบบว่าถึงกลัวก็ต้องทำเป็นไม่กลัว เล่นยากมาก คือมันซับซ้อนน่ะ จะร้องไห้ก็ต้องไม่ร้อง แล้วมีอยู่ฉากหนึ่งเราสืบเรื่องสามีแล้วรู้ว่าเขาเป็นอย่างนี้เหรอ เอ้านี่คนที่เราแต่งงานด้วยเหมือนเราไม่รู้จักเขาเลย ซึ่งกี้เข้าถึงบทมากน้ำตาพลั่ก ๆๆๆๆ รู้สึกอื้อหืม…ฉันเป็นนักแสดงเต็มตัวแล้วฉันร้องไห้ได้ขนาดนี้มีกอดเสาฮือ ๆๆๆ ซึ่งก่อนหน้าคนจะบอกร้องไห้ไม่ได้เหรอในละคร ปรากฎว่า พี่นุช (พิมพกา โตวิระ) ผู้กำกับฯ ไม่เอา กี้ขอร้องเขาบอกพี่นุช ๆ ใช้เถอะตอนนีเขอร้องอุตสาห์ร้องไห้ได้ขนาดนี้ พี่นุชบอก…ยังไม่ถึงเวลากี้ ผู้หญิงคนนี้ยังจะไม่ร้องจนถึงที่สุด แบบนี้เอาไว้สุดท้ายเลย แล้วมันก็เรื่องจริงเพราะพอเราไปดูเราก็คิดว่าทุกซีนที่เราเล่นใช้เวลา 1 วันในการถ่ายแต่ใช้ 1 นาทีในหนัง เราคิดว่ามันจะต้องพีคไง เราก็จะเล่นสุดตัวเลย ซึ่งถ้าเราเอาแต่ละพีคของทุกฉาก ไปตัดไว้ในหนังคนดูต้องเป็นลมแน่ ๆ ก็เลยต้องกด ๆๆๆ ไว้แล้วไปพีคทีเดียว

ต้องค่อย ๆ ปูอารมณ์ไป

ใช่ เพราะฉากที่เราเล่นทั้งวันมันแค่ 1 นาทีเอง มันจะต้องค่อยๆ ปูทางไปจากอันนี้ไปอันนี้ ก็พักใหญ่เหมือนกันที่ร้องไห้เยอะมากแล้วก็ไม่ใช้ ๆ แต่ไปใช้ฉากสุดท้าย

ยากกว่าการเล่นละครมากไหมคะ

ยากมากค่ะเพราะกี้ต้องเป็นคนนั้น มีอยู่ฉากหนึ่งคัทแล้วกี้ก็ยังนั่งตัวหนักอยู่ที่ฉาก ไม่มีแรงเลย อยู่ดี ๆ ก็ร้องไห้ กลับบ้านไปก็เป็นโรคซึมเศร้าไปเลย โทร. หาผู้กำกับฯ บอกพี่คะช่วยด้วยเอาไม่ออก เราเป็นตัวคนนั้นไปเลยพี่เขาก็บอกกี้เอาออก ๆ เดี๋ยวตาย กี้ก็บอกพี่เดี๋ยวออกแล้วไม่กลับเข้ามายุ่งเลยนะ กี้ก็อยากเลี้ยงไว้ พี่เขาบอกไม่ได้ ๆ เลยโอเคต้องเอาออกไป แม้แต่การหยิบแก้วหยิบปากกา คนที่มีความทุกข์จะเห็นชัด เขาไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องพูดไม่ต้องอะไร ไม่ต้องเห็นหน้าด้วย เห็นแค่ด้านข้างแค่นี้ก็รู้เลยว่าคนนี้รับอะไรหนักมาก แล้วทำอะไรต้องเป็นธรรมชาติ ถามว่าอะไรทำยากที่สุดในหนังกี้ว่าแค่การเดินนี่ยากที่สุดพี่เขาบอกกี้ทำไมเดินเหมือนนิโคลล่ะ กี้บอกก็มันนิโคลเดินอยู่น่ะ พี่เขาบอกไม่ได้เธอต้องเป็นสิปางเดินอยู่ ซึ่งต้องเดินช้า ๆ ตัวหนัก ๆ รายละเอียดเยอะมากเลย

ต้องเริ่มต้นใหม่เลยไหมคะ เกี่ยวกับพื้นฐานทางการแสดง

เริ่มใหม่เลยคะ เวิร์คช็อป 3 เดือน แต่ต้องไปนั่งคุยเรื่องชีวิตตัวเองประมาณ 1 เดือน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเรายังไม่เคยเจอ แต่เราสามารถเอามาผูกกับสิ่งที่เราเจอในชีวิตเอามาใช้ด้วยกันได้ เราถึงสามารถรู้สึกจริง ๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในบทเพราะมันต้องรู้สึกจริง ๆ เราต้องไม่เฟค ถ้าเราเศร้าต้องเศร้าจริง ๆ แล้วมันเป็นบทที่หนักเพราะผูหญิงคนนี้เศร้าตลอดเวลา

อะไรคือส่วนที่คิดว่าสนุกที่สุดในหนัง

สนุกตลอด เรื่องตื่นนี่ตอนแรกนัดตีห้าว่าเช้าแล้วนะ สักพักนัดตีสี่ครึ่ง เริ่มแรง สักพักตีสี่โอ้โห…ตายแล้ว แต่มันสนุกมันจะเข้าโหมดตรงนั้น แต่ถ้าทำเพลงด้วยไม่ได้หรอก ทำหนังนี่ทุกวันจะอยากเจอกับทุกคน พอปิดกล้องนี่ร้องไห้กันสุดฤทธิ์สุดเดช ปิดที่อยุธยา เซ็นเฟรนด์ชิปกันเหมือนเพิ่งจบม.6 กัน กอดกันให้เพลงกัน

กับหนังที่เล่นแรกเลยคือมีคนติดต่อมา

ค่ะ พี่นุชที่อยู่ จีเอ็มเอ็ม พิกเจอร์ เขาเขียนเรื่อง ‘คืนไร้เงา’ แล้วเขาก็มีไอเดียอยู่ในหัวว่าควรเป็นคนแบบไหนเขาเห็นว่ากี้เป็นสิปางได้ กี้เองอ่านบทตั้งนานกว่าจะตกลงกี้บอกพี่เขาว่ากี้ควรเล่นหนังสักห้าเรื่องก่อนมั๊ยแล้วค่อยมาเล่นเรื่องนี้ เพราะมันยากนะ เขาก็บอกกี้ทำได้เพราะกี้มีอะไรอยู่ในตัว

ใกล้จะฉายหรือยังคะ

ตอนนี้ก็ทัวร์ต่างประเทศอยู่ค่ะ ตอนหนังไปเบอร์ลินครั้งแรกกี้ก็ไปดูด้วย โอ…เวลาโคลสอัพหน้าใหญ่มาก แต่ชอบหน้าตัวเองในหนังเพราะจะไม่ยิ้มเลย ก็ดีที่เราเล่นน้อยถ้าเล่นเยอะนี่ต้องท่วมจอแน่ แค่กระดกนิ้วนี่ก็เห็นเยอะมาก ก็เข้าใจแล้วที่พี่เขาบอกให้เก็บ ๆ อย่าพีคทุกซีน

มีกำหนดฉายเมื่อไหร่ค่ะในเมืองไทย

ยังไม่รู้เลยค่ะ ต้องปล่อยให้เขาทัวร์ไปก่อน ตอนแรกจะไปทัวร์ฮ่องกง สิงคโปร์ก็ต้องยกเลิกไป

พอได้ดูหนังที่เสร็จสมบูรณ์แล้วพอใจกับงานของตัวเองไหมคะ

เขินค่ะ เพราะมีกี้เกือบทุกซีน สมมุติมี 60 ซีนมีกี้อยู่ 59 มันมีฟุตเทจอยู่ 10 ชั่วโมงนะที่สวยงามและใช้ได้ถูกตัดเหลือ 3 สุดท้ายต้องมาตัดเหลือต่ำกว่า 100 นาที กี้จะถามตลอดว่าฉากนั้นไปไหนฉากนี้ไปไหน เสียดายมาก

ถ้ามีคนมาติดต่อให้แสดงอีก

ก็สนใจค่ะ ตอนนี้ก็มีเข้ามาเรื่องหนึ่งเป็นแนวคอมเมดี้ เป็นรักตลก คงเล่นแน่ ๆ เพราะชอบ

ตอนนี้เลยติดใจกับการแสดงไปเลย

ติดใจค่ะ ชอบ

ทราบว่าตอนนี้สนใจในเรื่องการเขียนบทภาพยนตร์ด้วย

ค่ะ วันนี้ก็เอามาด้วย อันนี้เป็นผลพวงมาจากที่ได้ไปแสดงหนังเรื่องนี้ ก็เคยงงว่าทำไมหนังมันต้องมีกล้องเดียวสามกล้องไปเลยไม่ได้เหรอ ตัดฉับ ๆๆๆ เหมือนละครได้มั๊ย ไม่ได้เลย มันต้องจับทีละคน จัดแสง ตอนนี้มีประสบการณ์หน่อยก็รู้แล้วว่าหนังทำกันยังไง แล้วไปซื้อหนังสือมาอ่านว่าวิธีเขียนบทประพันธ์เขียนให้ถูกต้องตามแบบเขียนยังไงทุกอย่างมันต้องจับด้วยภาพได้ไใใช่บรรยายด้วยคำ มันไม่ใช่นิยายก็ต้องจำตรงนี้ไว้ ต้องมีซีนตั้งแต่ต้นจนจบห้ามหลุด ตัวละครต้องมีเนื้อเรื่องเสริมอยู่ข้างล่างเพื่อคนดูจะได้สัมผัสไว้ว่าอ๋อ…เขาทำอย่างนี้เพราะอะไร เพราะแบ็กกราวด์เขาเป็นอย่างนี้ มันซับซ้อนมาก เขียนแล้วให้พี่ที่เขาเป็นโปรดิวเซอร์ดู เขาก็โอเคถูกฟอร์แมทแต่บทพูดเยอะไปนิดหนึ่ง ถ้าถ่ายเป็นหนังก็คงประมาณ 4 ชั่วโมง กี้ก็ต้องเอามาแก้ แก้ไปเรื่อย ๆ

นิโคลอยากให้บทที่เขียนไว้ออกมาเป็นหนังจริง ๆ ไหมคะ

บทนี่ถ่ายได้เลยนะ อ่านปุ๊ปแล้วมันโอเค (กางบทที่เอามาด้วยโชว์ให้ดู) เช่น อธิบายว่าข้างนอกคอนโดฯ ตอนเช้า อธิบายว่ามีคนเดินไปเดินมาในล็อบบี้ เสร็จก็ตัดเข้าไปในคอนโดฯต่อเนื่อง ตัดไปในตู้เสื้อผ้าต่อเนื่อง แล้วค่อยเข้าตัวละครที่กำลังดูตัวเองอยู่ในกระจกในตู้เสื้อผ้า แล้วก็มีเสื้อผ้าอยู่เต็มเลยแสดงว่าเขาเปลี่ยนหลายชุดแล้วเลือกชุดไม่ได้ก็เริ่มเครียด แล้วก็ตัดไปพลัวะ ไปอยู่ในรถกลางสีลมแล้วก็มีแค่เสียงของผู้ชายพูดมา อะไรอย่างนี้มันจะเป็นภาพออกมา

ใช้เวลาเขียนนานมั๊ย

5 เดือนค่ะ เขียนไปเรื่อย ๆ

เป็นแนวไหนคะ

เป็นโรแมนติกคอมเมดี้

ชื่อเรื่องอะไรคะ

รักนี้ต้องมีเธอ เชยมาก ๆ ต้องเปลี่ยน แต่เอาไว้ก่อน เพราะเวลาเราทำอะไรหนึ่งเราต้องมีชื่อเรื่องคร่าว ๆ ก่อน สองเราต้องมีตัวละครให้เห็นเป็นหน้าก่อน แล้วเราถึงจะเห็นเป็นภาพและเขียน แล้วก็แก้ไปแก้มา

ได้โครงเรื่องมาจากไหนคะ

กี้เป็นคนโรแมนติกแล้วก็ชอบหนังสไตล์ที่มีเม็ก ไรอัน จูเลีย โรเบิร์ตส์ ฮิวจ์ แกรนท์ เมน ๆ จะเอาความไม่ลงตัวหรือสัญชาตญาณของมนุษย์ที่เรามีอยู่มาใช้ เหมือนตัวแสดงตัวเมนที่กี้เขียน เธอจะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าสามทีทุกครั้งก่อนที่จะกลับไปชุดเดิม มันจะต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบสุดท้ายจะเห็นว่านี่คือนิสัยของเขา มันบอกไม่ได้เป็นคำ

เรามีโอกาสจะได้เห็นหนังของนิโคลบ้างไหมคะ

หวังว่าค่ะ นี่ก็เขียนรอบที่สองแล้ว อาจจะต้องเขียนอีกสัก 4-5 เรื่อง

อย่างนี้ตอนแสดงเองก็คงจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์น่าดูสิคะ

ค่ะ กี้ซื้อหนังสือวิธีการเขียนบทประพันธ์มาอ่านว่าเขียนให้ถูกทำยังไง เขียนให้น่าเบื่อทำยังไง เขียนให้ไม่น่าเบื่อทำยังไง เขียนให้เด่นทำยังไง จะมีขั้นตอนของมันก็ยังไม่ดีหรอกค่ะ แต่อย่างน้อยก็เริ่มแล้ว

ตอนนี้งานเขียนบทคืองานที่กำลังสนใจ แล้วงานศิลปะล่ะคะ ที่เคยร่ำเรียนมา ทิ้งไปเลยไหมคะ

กี้ไม่ได้ทิ้งหรอกค่ะ แต่ว่าตอนนี้วาดรูปหรือเพ้นท์หรืออะไรนี่มันไม่แล้ว เขียนบทนี่กี้ก็เขียนในคอมพิวเตอร์เขียนในรถตู้ งานศิลปะมันต้องอยู่กับที่การที่เราจะมาระบายสีมันไม่สะดวกเลยเก็บไว้ก่อน

เรื่องเขียนบทคิดว่าจะทำต่อเนื่องไหมคะ

ค่ะ เรื่องที่เขียนอยู่นี่ก็จะแก้ไปเรื่อย ๆ จนกว่ามันจะดี ถ้าเป็นหนังได้ก็จะเยี่ยมเลย

มองงานเขียนบทเป็นงานจริงจังหรืองานอดิเรกคะ

เป็นความพยายามค่ะ ไม่ได้เขียนเล่น ๆ นะคะเอาจริง เป็นความตั้งใจว่าอยากเขียนบทให้เป็นหนัง ที่อยู่ในมือนี่ก็คือจะทำหนังก็ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าหนังมันจะดีมาก

ระหว่างแสดงหนัง แสดงละคร ร้องเพลง และเขียนบท ร้องเพลงยังคงเป็นงานที่นิโคลรักที่สุดไหมคะ

ร้องเพลงมาที่หนึ่งอยู่แล้วค่ะ สวรรค์ของกี้คือตอนอยู่บนเวที ตอนที่จะก้าวขึ้นเวทีนี่กี้จะปวดหัว ปวดท้อง เป็นไข้ จะเป็นจะตาย แต่พอขึ้นไปแล้วอาการต่าง ๆ มันจะหายหมดเลย ลืมไปเลย และมีความสุขมากที่สุดเวลาเล่นคอนเสิร์ต พอลงเวทีมานี่จะรู้สึกพีคมากมีความสุข และจะเหงาตอนที่ขึ้นรถตู้มาส่งที่โรงแรม จากอารมณ์ที่เสียงดัง ๆ คนเยอะ มีเสียงเพลง อยู่ดี ๆ เข้าห้องพักปิดประตูปั๊บนี่มันจะเงียบเลย มันจะอึ่ง ๆ ๆ มันแตกต่างกันมากแล้วชีวิตกี้จะเป็นอย่างนี้ตลอดเวลาค่ะเวลาทัวร์คอนเสิร์ต

อนาคตถ้าประสบความสำเร็จกับการแสดงมาก ๆ จะทิ้งการร้องเพลงมั๊ยคะ

ไม่ทิ้งค่ะไม่ทิ้ง ขนาดอัลบั้มชุดนี้อย่างหนึ่งที่กี้ขอคือขออย่างเดียวให้เวลาที่เพลงออกมาถ้าเล่นคอนเสิร์ตภาพจะออกมายังไง คนดูจะเบื่อมั๊ย เพราะกี้จะเป็นคนดูแลคนดูตั้งแต่ต้นจนจบคอนเสิร์ต อย่างเช่น ชุดแรก ๆ กี้จะตามสคริปต์ตลอด แต่หลัง ๆ กี้จะเปลี่ยนตลอด กี้จะดูว่าทุก ๆคนในคอนเสิร์ตเป็นยังไง สมมุติกี้ร้องเพลงเร็วแล้วคนดูเริ่มเหนื่อยแล้วเริ่มล้าแล้ว เพลงนี้ไม่ค่อยโดนกี้จะเปลี่ยนตอนนั้นเลย เปลี่ยนเป็นเพลงช้าสุดฤทธิ์ให้มันไปอีกอย่างหนึ่งเลยแล้วค่อยเอาเพลงเร็วกลับมาสาดให้เขาตื่น คือเราสามารถพาเขาไปกับเราได้ และนี่เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง กี้ไม่ขอเสียงด้วยนะ กี้จะให้เขาเงียบหมดเลยให้เหลือแต่กลอง พอเขาร้องเสร็จอีกท่อนหนึ่งดนตรีก็จะเข้ามาเต็ม ๆ กี้ก็จะร้องเต็ม ๆ คนดูก็ร้องด้วย มันจะขนลุก ซึ่งชุดนี้จะทำไว้แล้ว จะมีบางเพลงที่ดนตรีมาเต็มสักพักจะหายแต่ยังจะมีเนื้อร้องอยู่ คนดูจะสามารถร้องได้ แล้วก็จะสาดกลับมาใหม่

ไม่ใช่แค่อยากให้ถูกใจคนฟังแต่อยากให้ประทับใจคนดูคอนเสิร์ตด้วย

ใช่ เพราะมันคือเพลง

บ่งบอกถึงความเป็นมืออาชีพมากขึ้นในการเอ็นเตอร์เทนคนดู

ประสบการณ์ค่ะ คือตอนกะโปโลนี่มันยากตรงที่เราใหม่ แต่มันง่ายที่ว่ากี้พูดอะไรทำอะไรเขาก็กรี๊ด ร้องผิดก็กรี๊ดแต่พอถึงจุดจุดหนึ่งมันคือการดูแลกันให้ถึงที่สุด นี่คือความสำเร็จของกี้ ซึ่งคอนเสิร์ตแต่ละที่เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าจะเป็นยังไง บางทีคนเยอะมากแต่เงียบแต่แฮปปี้นะแล้วอยู่จนจบ เราก็ต้องมีมุขบ้าง บางคอนเสิร์ตคนน้อยมากแต่เสียงดัง มันส์มาก เฮ้ ๆ ๆ ๆ แต่สักพักก็เหนื่อยแล้ว

เราก็เลยต้องพยายามดูแลตรงนั้น

ค่ะ ต้องดูแลเพราะเขามาดูเรา เราต้องดูว่าเขาแฮปปี้หรือเปล่า

ตอนนี้มีอะไรที่นิโคลอยากทำอีกบ้างคะ

อยากประสานเสียงเป็นคอรัสให้คนอื่นอีกเยอะ ๆ เพราะมันเป็นสิ่งที่กี้ชื่นชมมากตั้งแต่ก่อนเป็นนักร้องก็คือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง คนเขียนเพลง คนทำเพลง คนประสานเสียง กี้จะรู้ชื่อเขาหมดเลยว่าใครคือใคร เราไม่ใช่นักดนตรีแต่เรามีเสียงเราใช้เป็นเครื่องดนตรีได้ การร้องคอรัสมันเหมือนเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่ง มันไม่ต้องเด่นเป็นเสียงหลัก แต่มันจะต้องเกาะเสริมเพลงไป เหมือนเสียงไวโอลินมีเสียงอยู่ข้างหลังได้ยินนิดหน่อย กี้อยากประสานเสียงให้แม่น ๆ แบบแจ๋วเลย แล้วถูกเชิญไปประสานเสียงแบบเต็มไปหมดเลยจะชอบมาก

ถ้าจะให้นิโคลสรุปการเดินทางของตัวเอง ณ วันนี้

ยังเดินทางอยู่ค่ะ จะไปเรื่อย ๆ อย่างน้อยเราอยู่บนทางหนึ่งนะ ไม่ได้อยู่สี่แยกแล้วมึนตึ้บว่าจะไปทางไหนกี้เดินถนนสายนี้กี้ก็จะไปเรื่อย ๆ ข้าง ๆ ทางมันจะมีหนังมีละคร มีโน่นนี่นั่นเต็มไปหมดเลยซึ่งกี้ว่ากี้มาถูกทางแล้วเพราะกี้รักวงการบันเทิงมาก แล้วมันก็มีเยอะจังเลยลองโน่นลองนี่ก็ชอบไปหมด ลองถ้าเราอยากทำเราจะหาสิ่งดี ๆ จากที่เราทำ แต่ถ้าให้ทำงานออฟฟิศอย่างกี้คงยากเพราะต้องตื่นเช้าทำบัญชีจบข่าวเลย ทำไม่ได้แน่ ๆ

แต่นิโคลเป็นคนที่ถ้าสนใจอะไรก็ต้องลงมือทำ

เป็นนิสัยค่ะ จะพุ่งเลยแต่ไม่ดื้อนะ แต่ขอให้ได้ทำ

…ระหว่างการเดินทางของชีวิต แต่ละคนมี่เรื่องราวให้เรียนรู้มากมาย ซึ่งนักร้องสาวคนนี้เธอเลือกที่จะเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในทุกสิ่งที่สนใจ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือความสามารถที่ไม่ธรรมดาของเธอคนนี้

- - นิโคล เทริโอ

Brought to you by
นิตยสารขวัญเรือน
NcGm2000

กลับหน้าสัมภาษณ์