| หัวข้อ: สัมภาษณ์จากนิตยสาร TV-Review |
ต่อไปนี้กี้จะไม่มีแฟนอีกแล้ว นี่เป็นคำประกาศของนักร้องสาวหน้าเด็กวัย 30 ปี นิกกี้-นิโคล เทริโอ ที่ให้สัมภาษณ์กับเรา เมื่อถูกถามถึงเรื่องราวความรัก และการมีชีวิตคู่ในอนาคตซึ่งเธอก็ให้ความหมายของคำว่า แฟน ไว้ได้อย่างน่าฟัง และน่าคิด รวมไปถึงเรื่องข่าวคราวกับหนุ่มๆ ที่ล่าสุดกี้เพิ่งตกเป็นข่าวว่า มีหนุ่มนักเรียนอังกฤษมาดามหัวใจเรียบร้อยแล้ว โดยหนุ่มคนนี้ขับรถบีเอ็ม ซีรี่ส์ 7 ป้ายแดง ไปรับเธอเมื่อวันซ้อมคอนเสิร์ตต้านเทปผีซีดีเถื่อน ณ ท้องสนามหลวงที่ผ่านมาผู้หญิงหัวใจแกร่ง นิโคล เทริโอ
มีข่าวว่า กี้มีแฟนใหม่แล้วเป็นหนุ่มนักเรียนนอก จริงหรือเปล่าคะ
กี้มีเพื่อนที่เรียนเมืองนอกเยอะมาก (ทำท่านึก) ที่มีข่าวว่าวันซ้อมคอนเสิร์ตใหญ่ที่สนามหลวง กี้ขึ้นรถบีเอ็ม ซีรี่ส์ 7 ป้ายแดง ไปกับหนุ่มนักเรียนอังกฤษนั้น อันนี้เป็นข่าวที่ผิดมาก วันนั้นกี้ขึ้นรถตู้ของบริษัทกลับต่างหากไม่ใช่รถบีเอ็มหนุ่มคนไหนเลยส่วนที่ตกเป็นข่าวด้วยเขาเป็นแค่เพื่อนของกี้ ว้าย พูดอย่างนี้ ไม่ได้ ไม่ได้ (ทำหน้าเลิกลั่ก) เขาก็เป็นเพื่อนค่ะ (เอ๊ะ ยังไงกันแน่) ถามว่าเป็นคนพิเศษมั้ย ก็เจอกันทานข้าวด้วยกัน กี้ไม่อยากให้เขาอ่านข่าวเจอว่า เราสองคนเป็นแฟนกัน เพราะเขายังเป็นแค่คนรู้จักเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นพิเศษกว่าคนอื่นมากมาย (ทำหน้าโล่งอก)กับคนนี้มีสิทธิ์พัฒนาไปเป็นแฟนมั๊ย
ไม่รู้เหมือนกันค่ะ เพราะเขาเป็นแค่เพื่อนในกลุ่ม ที่จะไปเที่ยวหรือไปทานข้าวด้วยกันเท่านั้น ตอนนี้กี้ไม่กล้าพูดอะไรมาก และเวลาจะพูดอะไรก็ต้องระวังมากขึ้น แม้แต่เรื่องของความรู้สึกเราจะระวังมากเลย ไม่ใช่ว่ากลัวนะคะ แต่เป็นเพราะเราใช้สมองมากขึ้น และเราก็ไม่ได้โฟกัสไปที่เรื่องนี้มากมาย ตรงนี้ก็ขอเน้นเลยนะคะว่า ที่กี้พูดถึงเรื่องความรัก เรื่องแต่งงาน ก็เพราะมีคนถาม ไม่ใช่วันๆ คิดแต่เรื่องนี้เรื่องเดียว ตอนนี้ในหัวกี้มีแต่เรื่องหนัง คืนไร้เงา สิปาง ส่วนเรื่องความรักยังไม่มีอะไรตื่นเต้น หรือใกล้เคียงพอที่จะบอกกันได้ถามจริงๆ เถอะว่า มีคนที่กำลังดูใจอยู่บ้างหรือเปล่า
เอ่อ คือ (ทำเสียงอึกอัก) กี้ชอบใช้คำว่าโสดสนิท (หัวเราะ) ไม่เหมือนบางคนที่ชอบใช้คำว่า เพื่อนสนิท หรือ ยังไม่มีเลยค่ะ ตอนนี้ก็มีเพื่อนที่ดูๆ กันอยู่ แต่จะไม่ใช้คำว่า แฟน ต่อไปนี้กี้จะไม่มีแฟนแล้ว (ทำเสียงหนักแน่น) เพราะคำว่า แฟน เวลาคบกันมันจะเป็นอีกความรู้สึกหนึ่ง ที่ต้องมานั่งกุ๊กกิ๊กจู๋จี๋กัน แต่สำหรับกี้เราแค่รู้จักกัน คุยกันรู้เรื่อง และตกลงกันบางเรื่องว่า ต่อไปจะอยู่ด้วยกันที่ไหน จะมีลูกกี่คน หรือจะให้ลูกเรียนที่ไหนดี ซึ่งถ้าตกลงกันได้เราก็แต่งงานกันเลย มันจะไม่มีช่วงจี๋จ๋าเหมือนคนที่เป็นแฟนกัน กี้คิดอย่างนี้นะ ไม่รู้แปลกไปรึเปล่า (หัวเราะ)กี้มองว่าการมีแฟนเป็นอารมณ์ ที่รุนแรง เพราะบางครั้งนั่งอยู่ดีๆ ก็ยิ้มออกมา หรือไม่ก็พูดว่า
รักเขาเหลือเกินอย่างโน้นอย่างนี้ บางทีออกไปกินข้าวดูหนัง เต้นระบำด้วยกันทุกวัน หรือไม่ก็คุยโทรศัพท์นานเป็น 5 ชั่วโมง แทบจะไม่ได้หลับได้นอนก็ยังทนกันได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ทะเลาะกันขึ้นมา ก็จะทะเลาะกันรุนแรง จนถึงขั้นอยากฆ่าตัวตายเลยก็มี คนหนึ่งอยากเลิกแต่อีกฝ่ายไม่ยอมก็จะยื้อกันอยู่นั่นแหละ ยื้อจนเลิกกันในที่สุดก็ต้องมานั่งร้องห่มร้องไห้ เวลาเจอหน้ากันไม่พูดกันสักพัก สุดท้ายก็กลับมาเป็นเพื่อนกันใหม่ อย่างนี้แหละเขาเรียกว่า การเป็น แฟน กัน แต่กี้ไม่เอาตรงนี้แล้วไง เพราะเจอมาเยอะแล้วพอแล้ว จะไม่ยอมพุ่งเข้าใส่อะไรง่ายๆ อีกต่อไปแล้ว อีกอย่างวัยเราก็พ้นตรงนั้นมาแล้ว ควรคิดเรื่องแต่งงานสักทีแสดงว่าถ้ามีใครเข้ามาตอนนี้ เขาจะเป็นคนที่เราจริงจังด้วย จนถึงขั้นแต่งงานเลย
พูดอย่างนั้นก็ได้นะคะ ถ้าจะเป็นแบบเมื่อก่อนคือเป็นแฟนกัน อีกเดี๋ยวก็เลิกกันแล้วก็มาเป็นเพื่อนกันต่อ หรือไม่ก็มาจีบกันใหม่ โอ๊ย อย่างนี้ไม่เอาอีกแล้ว ก็บอกกับตัวเองว่า ต่อไปนี้จะไม่ รัก เพียงอย่างเดียว แต่จะใช้ทั้งหัวใจ ความคิดและสมองควบคู่กันไปด้วย ความจริงคำว่า รัก เพียงอย่างเดียว มันก็น่าจะพอนะ แต่บางอย่างบางมุมมันไม่พอ มันต้องมีความเป็นเพื่อน ความเข้าใจ และลงตัวในหลายๆด้าน ไม่ใช่ต่างคนต่างรักกันมาก แล้วมีความเห็นไม่ตรงกัน อย่างนี้มันก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้คงต้องใช้เวลาดู และศึกษากันต่อไปมุมมองความรักเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมากมั้ยคะ
เปลี่ยนมากเลยค่ะ เปลี่ยนด้วยเวลา และเปลี่ยนด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตหลายๆอย่าง กี้เคยรัก เคยผิดหวังอะไรมาแล้ว มันทำให้รู้ว่าสุดท้ายก็จะเหลือความเป็นเพื่อน ดังนั้นความรักต้องเริ่มจากความเป็นเพื่อน เราต้องมีเวลาให้กันและกันและมีสิทธิเท่าเทียมกัน กี้ว่าตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญมากนะ คนสองคนเมื่อมีความรักกันแล้ว จะต้องฟังกัน และให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่อย่างนั้นมีแต่พังลูกเดียวกี้มักจะตกเป็นข่าวกับคนโน้นคนนี้มาตลอด รู้สึกเบื่อบ้างมั๊ย
ไม่เบื่อหรอกค่ะ เพราะเป็นสิ่งที่ต้องมาควบคู่กับงานอยู่แล้ว แหม ในเมื่อมีข่าวดีๆ ของเราออกมาแล้ว เราก็ต้องแฟร์และรู้ว่าต้องมีข่าวในทางลบตามมาด้วยเสมอ เพราะเราก็เป็นแค่คนหนึ่ง ที่ไม่สามารถไปทำให้ทุกคนแฮปปี้กับเราได้เรื่องข่าวจับคู่เนี่ยกี้ไม่ค่อยซีเรียสเท่าไหร่ แต่พออายุ 30 ปุ๊บไม่รู้เป็นไง คำถามที่ถูกถามประจำคือ อยากแต่งงาน แล้วอยากมีลูกมั๊ย เพราะดารานักแสดงที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเรา ส่วนใหญ่จะแต่งงานและมีลูกกันไปหมดแล้วมันอาจจะเป็นช่วงเทรนด์ก็ได้ (หัวเราะ) เราก็พูดความจริงว่าอยากมี เพราะผู้หญิงทุกคนอยากมีลูกอยู่แล้ว แต่กี้ไม่ได้หมายความว่าอยากมีตอนนี้ ถ้ามีเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น (หัวเราะ) และก็อยากให้ลูกมีครอบครัว และมีพ่อที่ดีด้วย จากนั้นก็จะมีคำถามตามมาเป็นชุดว่า ตอนนี้มีแฟนหรือยัง แล้วที่คบอยู่เนี่ยจะแต่งงานด้วยหรือเปล่า ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเราต้องอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต ดังนั้นคงต้องขอเวลาดูกันให้นานกว่านี้หน่อย ให้เรามั่นใจว่าเขาเป็นพ่อที่ดีของลูกเราได้ เราถึงจะโอ.เค. และถ้ากี้แต่งงานเมื่อไหร่จะจัดงานแถลงข่าวเชิญมาร่วมงานด้วย รับรองไม่ปิดบังแน่นอนค่ะในอนาคตฝันอยากมีชีวิตครอบครัวยังไงบ้างคะ
กี้อยากมีบ้านเป็นของตัวเองอยู่ในกรุงเทพฯแล้วก็มีลูกสัก 2 คน มีสุนัข มีแมววิ่งไปมาแล้วก็ทำงานตรงนี้ไปเรื่อยๆ แม้จะแต่งงานไปแล้วกี้ก็ยังจะทำงานตรงนี้อยู่ เพราะกี้ค้นพบแล้วว่า การทำงานตรงนี้เป็นสิ่งที่ชอบและเหมาะกับเรามากที่สุด ในเมื่อดาราคนอื่นที่แต่งงานไปแล้ว เขายังกลับมาร้องเพลง เล่นละครได้ เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน และถ้ากี้ทำแบบนี้ได้มันจะทำให้ชีวิตในอนาคตเป็นชีวิตที่กำลังพอดี และลงตัวที่สุดสำหรับเราค่ะ
Brought
2U by
tv-review
กลับหน้าเมนู