หัวข้อ: สัมภาษณ์จากนิตยสาร Cheewajit ชีวจิต

เมล็ดพันธ์แห่งความสุข

ของนิโคล เทริโอ

ความสดใสมีชีวิตชีวาของ นิโคล เทริโอ (Nicole Angelique Theriault) นักร้องสาวเสียงใสซึ่งมีคุณแม่เป็นคนไทยและคุณพ่อเป็นอเมริกันที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ทำให้ฉันอยากรู้จักจังเลยว่าอะไรหนอที่ทำให้เธอดูร่าเริงและมีดวงตาส่องประกายของความสุขได้ขนาดนี้…ชีวิตเธอคงไม่ต่างกับต้นไม้ที่เพิ่งผลิยอดอ่อนสีเขียวสดออกมารับน้ำค้างยามเช้าแน่ๆเลย

และท่ามกลางบรรยากาศสดชื่นซึ่งรายล้อมไปด้วยองุ่นนับพันต้นของเขาใหญ่ ไวน์เนอรี่ (Khaoyai Winery) ทำให้ฉันได้เห็นตัวจริงของนิโคลในแบบที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

สู่เยาว์วัยอันแสนสุข

นิโคล หรือชื่อเล่นที่เธอเรียกแทนตัวเองว่า “นิกกี้” หรือชื่อไทยที่ไม่ค่อยมีใครทราบว่า “มานิสา” นั้น ไม่ได้เป็นแค่ผู้หญิงที่มีเสียงหวานใสครองใจแฟนเพลงหรือมีดีกรีทางด้านศิลปศาสตร์และทางด้านธุรกิจจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

แต่เธอยังเป็นหลานสาวที่น่ารักของคุณตาคุณยายอีกด้วย โดยเฉพาะคุณยายนั้นถือได้ว่าเป็นผู้มอบความทรงจำอันงดงามในวัยเยาว์ให้แก่เธออย่างเต็มเปี่ยม และเป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้เธอสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศจากการร่วมประกวดในโครงการสตาร์เซิร์ช เพื่อค้นหานักร้อง นักดนตรีหน้าใหม่ในปี 2540 มาได้ ซึ่งนั่นถือเป็นก้าวแรกที่ทำให้นิโคลเข้าสู่วงการเพลง

“คุณยายเป็นผู้หญิงเก่งสำหรับยุคนั้น ท่านเคยเป็นครู เป็นกรรมการสภากาชาดไทย เป็นแม่บ้าน และมีกิจการเป็นของตัวเองด้วย ตอนนี้อายุเจ็ดสิบกว่าแล้วก็ยังเก่งอยู่”

ชีวิตในวัยเด็กของนิโคล นอกจากจะได้รับความอบอุ่นจากคุณยายแล้ว กิจกรรมที่ทั้งสองได้ทำร่วมกันยังติดตราตรึงเป็นความประทับใจไม่รู้ลืมของเธออีกด้วย การได้เป็น “ลูกสมุน” ของคุณยาย ได้ช่วยทำงานเหมือนผู้ใหญ่คนหนึ่ง ทำให้ผู้หญิงคนนี้ปรารถนาให้ชีวิตครอบครัวในอนาคตเป็นเช่นนี้ด้วย

“กี้เป็นหลานสาวคนแรกของคุณยายเพราะแม่เป็นลูกคนโต จำได้ว่าตอนอายุ 10 ขวบไปช่วยงานของสภากาชาดไทยกับคุณยาย ตอนทหารมาบริจาคเลือดคุณยายก็จะทำกับข้าวเลี้ยง กี้ก็จะช่วยท่าน พูดเรื่องทำอาหาร คุณยายจะเก่งมาก ครัวคุณยายใหญ่กว่าบ้านอีกค่ะ จำได้ว่ามีเครื่องโม่แป้งขนาดใหญ่อยู่ในครัว ท่านจะโม่แป้งทำขนมเอง หมักน้ำปลาไว้ใช้เอง

“กี้ชอบทำขนมครก คุณยายก็จะหาอุปกรณ์ทำขนมครกเล็กๆให้กี้ คุณยายหยอดขนมครกหลุมใหญ่ของตัวเองไป กี้ก็หยอดขนมครกหลุมเล็กๆของกี้ หรือตอนที่เราทำขนมข้าวเกรียบปากหม้อด้วยกัน คุณยายแบ่งกะทิ แบ่งเครื่องมาให้กี้ทำของตัวเอง กี้ก็จะมีข้าวเกรียบปากหม้อหน้าตาเละๆของตัวเอง แต่สุดท้ายคุณยายจะมากินของกี้ นี่แหละเป็นความภูมิใจ

“วันหนึ่งเมื่อกี้มีลูก จะให้เขาได้เรียนรู้อย่างนี้ แม้ว่าเขาจะยังเป็นเด็ก แต่การได้ทำกิจกรรมร่วมกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด มันจะกลายเป็นสิ่งฝั่งใจ เพราะเราได้ทำได้เห็นไปพร้อมผู้ใหญ่ ทุกวันอาทิตย์ คุณพ่อ คุณแม่ น้าและหลานที่อยู่กรุงเทพฯจะนั่งรถไปหาคุณตาคุณยาย ส่วนคุณยายเองจะตื่นตั้งแต่ตีห้าทำอาหารและขนมไว้เลี้ยงพวกเรา เท่านั้นยังไม่พอ ขากลับคุณยายจะให้ขนมพวกนี้กลับมาด้วย เราก็จะกินกันได้เป็นอาทิตย์เลย”

นอกจากจะเป็นเด็กช่างเรียนรู้ของคุณยายแล้ว ในอีกมุมหนึ่งเธอก็เป็น “เด็กซ่า” ประจำกลุ่มเพื่อนด้วยเช่นกันเพราะความที่บ้านของคุณยายคือท่าฉลอมสมุทรสาคร ทำให้นิโคลสนุกสนานกับเพื่อนๆริมคลองมากมาย

“ชอบลงเล่นน้ำคลอง ว่ายน้ำกับเพื่อนๆ จะมีเพื่อนเต็มเลยทั่วทั้งสะพาน กี้จะซ่าหน่อย นำเพื่อนเล่นตำรวจจับผู้ร้าย เล่นจระเข้” (คล้ายๆเล่นไล่จับ คนเป็นจระเข้จะพยายามเอื้อมมือไปแตะคนอื่นที่อยู่บนฝั่งส่วนใหญ่เล่นในบริเวณที่พื้นมีลักษณะสูงต่ำ)

ตลอดเวลาที่เล่าเรื่องครอบครัว นิโคลดูมีความสุข และทำให้ฉันไม่แปลกใจอีกต่อไป ว่าอะไรที่ทำให้ผู้หญิงคนนี้ดูร่าเริงและมีชีวิตชีวาเสียเหลือเกิน

ก้าวที่เจริญงอกงามของต้นกล้า

ในที่สุดแล้วครอบครัวที่อบอุ่นคงช่วยเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ จนทำให้เธอก้าวเข้าสู่สายงานบันเทิงอย่างมั่นคงได้ พร้อมด้วยความหวังที่ว่า สักวันเธอจะเติบโตเป็นคนเบื้องหลังอย่างเต็มตัว…ชีวิตที่เป็นดั่งต้นไม้เพิ่งแตกหน่อของเธอจึงรอวันเวลาที่จะได้รับน้ำและปุ๋ย เพื่อการเจริญเติบโตเป็นต้นไม้ที่สมบูรณ์แบบต่อไป

“กี้อยากเป็นคนเบื้องหลัง กี้ภูมิใจมากที่พูดแบบนี้ เพราะว่าคนที่อยู่เบื้องหลังที่เราไม่ได้เห็นหรือรู้จักเป็นคนเก่งเหลือเกิน พี่ๆทั้งหมดนี่แหละที่ทำให้กี้และหลายๆคนเป็นอย่างนี้ได้ เพราะความสามารถของเขาแค่กี้ได้ร่วมงานกับพี่ดี้ (นิติพงษ์ ห่อนาค) พี่นิ่ม (สีฟ้า) พี่สุรักษ์ (สุรักษ์ สุขเสวี) แค่นี้ก็ปลื้มใจไปจนวันตายแล้ว คือตัวกี้เองไม่ต้องดังทะลุฟ้า แต่แค่วันแรกที่ได้เดินเข้าแกรมมี่แล้วได้เจอพี่ๆเหล่านี้ มันตื่นเต้นยิ่งกว่าได้เจอนักร้องอีก

“เวลากี้ฟังเพลง จะดูว่าใครเขียนใครแต่ง พอรู้ว่าพี่ที่เขียนเพลงให้พี่เบิร์ดมาเขียนเพลงให้เรา โอ้โห ทำให้เราดีใจและตั้งใจมากที่จะสื่อออกมาเหมือนเราเป็นเครื่องเสียงต้องถ่ายทอดผลงานของอีกหลายคนซึ่งเป็นตัวจริงทั้งนั้นเลย และกี้อยากจะเป็นอีกหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านี้”

ทุกครั้งที่ยืนอยู่บนเวทีคอนเสิร์ต สำหรับนิโคลแล้ว การให้ผู้ชมมีความสุขตั้งแต่ต้นจนจบเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ต้องอาศัยการควบคุมและความเอาใจใส่มากทีเดียว

“เราเป็นนักร้องต้องรับผิดชอบทุกชีวิตที่ดูเราอยู่ เราต้องให้เขามีความสุขตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งเวลากี้เล่นคอนเสิร์ตจะปรับเปลี่ยนโชว์ตลอด บางช่วงจะเป็นเพลงช้าจังหวะช้าบางช่วงเป็นเพลงจังหวะเร็ว เราต้องดูที่อารมณ์ผู้ชมเป็นหลัก ไม่ใช่หลับหูหลับตาเล่น อย่างผู้ชมขอให้กี้ร้องเพลง ‘ปริญญาใจ’ ให้ฟัง แต่กี้ร้องไม่เป็น บังเอิญวงดนตรีเล่นเพลงนี้ได้ กี้ก็จะบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ร้องเพลงนี้ให้กี้ฟังแล้วกันนะคะ ทำให้รู้สึกเหมือนปาร์ตี้ กี้ก็มีความสุข”

นอกจากต้องใช้ศิลปะในการตรึงความรู้สึกผู้ชมในการแสดงคอนเสิร์ตแล้ว วิชาศิลปะที่เธฮไดเร่ำเรียนมาโดยตรงก็ยังเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยสร้างความเพลิดเพลินและผ่อนคลายให้กับชีวิตอันวุ่นวายได้

“ถ้าใครที่รักในงานศิลปะ จะรู้ว่าเวลาที่เรามุ่งความสนใจไปที่งานศิลปะชิ้นนั้น เราจะเพลิน จนรู้สึกว่าเวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว เพราะศิลปะเป็นความรู้สึกที่ออกมาจากข้างใน ที่เราแสดงออกมา กี้ชอบดูงานของเด็กมาก เขาไม่มีกรอบที่ตีให้ตัวเอง ไม่มีทฤษฎีมาบังคับ ซึ่งทฤษฎีของอาร์ตมีเยอะมาก ถ้ารู้ไว้ก็ดี จะทำให้งานออกมาดี แต่บางทีก็ไม่ดี เพราะเราไปคำนึงถึงหลักเกณฑ์สีนี้ต้องเข้ากับสีนี้ ทำให้ความคิดของเราถูกบังคับด้วยหลายๆอย่าง แต่งานของเด็กมีชีวิตชีวา สวยงามในความเรียบง่าย และเขามีความกล้าที่จะทำโน่นทำนี่

“กี้จบศิลปะสาขางานปั้น การปั้นมีหลายแบบ ของกี้ปั้นเซรามิก แต่เน้นไปที่มือ คือเราจะเรียนปั้นทุกอย่าง แต่สุดท้ายแล้วกี้คิดว่ามือสามารถบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกได้ดีมาก กี้จะปั้นมือเป็นสิบๆแบบ อย่างมือที่เกร็งทำให้เห็นรายละเอียดเยอะ หรือมือที่พลิ้วจะทำให้เห็นอารมณ์ของผู้หญิง กี้จะชอบดูมือของคนมาก เพราะสามารถบอกบุคลิกลักษณะของคนคนนั้นด้วย”

ทุกวันนี้แม้จะทุ่มเวลาให้กับงานอย่างหนัก แต่หากมีเวลาว่าง นิโคลจะไม่ลังเลใจที่จะใช้ไปกับการดำน้ำ เพราะโลกสีครามมีสิ่งชวนหลงใหลสำหรับเธอ

“เวลาดำน้ำ เราจะรู้สึกเหมือนได้ไปอีกโลกหนึ่ง ได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองได้รับผิดชอบชีวิตของเราเอง จุดที่ได้นิ่งกลางทะเลเหมือนเราได้บรรลุอะไรสักอย่าง เราจะลืมทุกสิ่งที่มันหนักอยู่ในอก การไปดำน้ำจึงเหมือนการไปเกิดใหม่หรือไปรีเฟรชตัวเอง”

ดูเหมือนนิโคลจะมีหลากหลายวิธีการในการสร้างความสุขให้กับตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์เราก็หนีความทุกข์ไม่พ้น เมื่อถึงคราวท้อแท้ ผู้หญิงคนนี้จัดการกับสถานการณ์นั้นอย่างไร

“เวลาเราจิตใจล้มเหลว บางทีเราให้กำลังใจตัวเองไม่ออก กี้จะมีเพื่อนสนิทคอยรับฟังเรื่องราว หรือไม่ก็เก็บตัว แม้แต่กับครอบครัว กี้ก็ไม่อยากให้เป็นห่วง แล้วพอดีขึ้นนิดหนึ่งแล้วจึงจะเล่าให้พ่อแม่ฟัง แต่ถึงจุดแย่ของชีวิต กี้จะอยู่คนเดียว

“บางทีคนเราอาจจะต้องจมอยู่กับความทุกข์ เพื่อมันจะได้หาย ต้องให้เวลาตรงนั้น ไม่ใช่ว่าทุกข์ไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมาสู้ตลอด เพราะเวลาเราล้มตัวลงนอน หมดแรงไปเลย ก็คือการรักษาตัวเองเหมือนกันบางทีต้องทำอย่างนั้น เพื่อนเราจะได้มีแรงค่อยๆลุก ไม่ใช่ล้มปุ๊บลุกปั๊บ ก็หน้ามืดหัวฟาดลงมาอีก กี้ว่าไม่เวิร์ค

“แล้วเวลาคนอื่นมีปัญหา กี้จะไม่ใช้คำนี้นะคะ ‘ใจเย็น’ เพราะกี้ไม่เข้าใจแนวคิดของคำนี้ เพราะเวลากี้เป็นอะไร รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ใจร้อน ไม่ได้รีบไปไหน ไม่ได้รออะไร กี้จะไม่ปลอบใครด้วยคำนี้ แต่จะถามว่ามีอะไรให้ช่วยไหม”

ณ วันนี้ นอกจากก้าวเข้าสู่วงการเพลง วงการละครแล้ว นิโคลยังรับบทบาทใหม่ในการเป็นนักแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต เรื่อง “คืนไร้เงา” อกด้วย ซึ่งนับเป็นสิ่งท้าทายรูปแบบใหม่ที่เธอตั้งใจจะทำมันให้ดีที่สุด

พร้อมทั้งรางวัลบุคคลดีเด่นของชาติประจำปี 2545 และรางวัลอื่นๆอีกมากมายที่นิโคลได้รับ จากการช่วยเหลือสังคม รวมถึงล่าสุด ได้รับเข็มยกย่องเยาวชนต่อต้านยาเสพติด ล้วนแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงคนนี้เป็นมากกว่านักร้องได้เป็นอย่างดี

คงต้องขอบคุณวัยเยาว์อันแสนสุขที่ช่วยบ่มเพาะให้เธอเจริญเติบโตเป็นต้นไม้ที่แข็งแกร่ง เบิกบาน สดใส และพร้อมจะเป็น “ผู้ให้” อยู่ทุกโอกาสนั่นเอง


Brought 2U by
Cheewajit

กลับหน้าเมนู