หัวข้อ: กว่าจะเป็นดาว


กลับมาพบกันอีกเช่นเคยกับ “กว่าจะเป็นดาว” ที่คราวนี้เรามีแขกรับเชิญสุดพิเศษ
“นิโคล เทริโอ” มานั่งพูดคุยกับเราถึงเรื่องราวในวัยเด็กของเธอ
เพื่ไม่เป็นการเสียเวลา (อันมีค่า) เราไปคุยกับนิกกี้กันเลยค่ะ
คุณพ่อ-คุณแม่เลี้ยงดูนิกกี้มาแบบไหนคะ
“ก็จะเลี้ยงดูแบบใกล้ชิด ทำอะไรก็จะทำด้วยกัน อย่างกับพ่อนี่ก็จะชอบดูหนัง
ดูวิดีโอกัน กับแม่นี่แม่จะพาเดินเล่นในสวนค่ะ”
เป็นยังไงบ้างกับการเป็นลูกคนเดียว
“การเป็นลูกคนเดียวก็...พ่อ-แม่ก็ไม่ได้ปล่อย ไม่ตามใจ แต่ว่าก็คือมีรางวัลให้
คือเลี้ยงพอดีๆ ค่ะ เที่ยวได้บ้างแต่ก็ไม่ได้มากไปค่ะ”
ตอนเด็กๆ นิกกี้อยู่ประเทศไหนคะ
“ตอนเด็กๆ อยู่เมืองไทยค่ะ”
มีวีรกรรมอะไรสนุกๆ บ้างมั้ย
“ก็มีค่ะ แต่ไม่ใช่วีรกรรมสนุกๆ หรอกนะคะ จะออกแนวเจ็บตัวมากกว่า
จะมีวิ่งขึ้นบันได วิ่งเร็วมากแล้วก็ลื่นตกลงมาปากเปิดหมดเลยต้องไปเย็บหลายเข็ม
หรือว่านั่งข้างใต้บันไดแล้วกี้ก็เรียกหมาให้มา พอหมามาปุ๊บ เราก็ลุก
หัวก็ไปเจาะกับไอ้ตรงแง่บันได ต้องเข้าโรงพยาบาลเย็บ (หัวเราะ)
อุบัติเหตุมันจะอยู่แถวเนี้ย แถวบันไดเนี่ย (หัวเราะ) “
เป็นลูกคนเดียวอย่างนี้คุณพ่อ-คุณแม่หวงมั้ย
“ไม่หวง แต่เป็นห่วง ตอนเด็กๆ
ก็คงทั้งหวงทั้งห่วงเพราะเป็นลูกคนเดียวแล้วเป็นผู้หญิงด้วย
แต่ว่าตอนนี้คือเป็นห่วงอย่างเดียว เป็นห่วงสุขภาพ
แต่ว่าพ่อ-แม่ก็รู้ว่าโอ.เค.กี้สบายดี ทำงานตรงนี้แล้วก็มีคนดูแลเยอะแยะ”
เด็กๆ นิกกี้เลี้ยงง่ายมั้ย
“รู้สึกว่าแม่เคยเล่าให้ฟังว่า...ดื้อเงียบ คือแม่บอกไม่ให้ทำอะไรก็จะไม่ทำ
แต่ว่าก็จะ...ไม่ได้งอนแต่ว่า...เซ็ง แต่พ่อ-แม่ก็บอกว่า
เออ...ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนเนี่ย เหตุผลที่ไม่ให้ทำเนี่ยต้องถามนะจะได้เข้าใจ
เข้าใจแล้วก็จะได้รู้ว่ามันเพราะอะไร ก็เลยโอ.เค.”
เคยโดนตีบ้างมั้ย
“จำได้ว่าเคยครั้งเดียว ตอนเด็กๆ เนี่ย เอามือไปแหย่ปลั๊กไฟแล้วพ่อก็ตีมือ
แล้วก็ร้องไห้ เฮิร์ทมาก เพราะว่าพ่อ-แม่ไม่เคยตีเลย...เกิดมา ไม่เคยเลยจริงๆ ค่ะ
ส่วนมากเวลามีอะไรจะคุยกันมากกว่า จะคุยแล้วจะดุ
ก็ถ้าสมมติแม่ดุนี่คือ...ก็คือจะดุน่ะ ทำไมเนี่ย...อย่าอย่างนี้นะ...บอกแล้วไง
แต่ถ้าเป็นพ่อเนี่ย พ่อจะไม่มีการขึ้นเสียงหรือว่าอะไร แต่ว่าพ่อจะเรียกชื่อเต็มๆ
คือถ้าดีๆ เนี่ยพ่อจะเรียก “นิกกี้” ธรรมดา แต่ถ้าเป็นเรื่องซีเรียสนี่เขาจะเรียก
“นิโคล” ถ้าเป็นเรื่องแบบ...โดนแน่นอนงานนี้ (หัวเราะ) ก็จะเรียกเต็มยศเลยค่ะ
“นิโคล แอนเจอริค เทริโอ” COME HEAR คือมานี่ด่วน พ่อจะคุยด้วย แค่นี้ก็หนาวแล้ว
โอ้โห...มันต้องอะไรแน่นอน”
พูดถึงเรื่องการเรียนบ้าง บรรยากาศในโรงเรียนวันแรกเป็นยังไงบ้าง จำได้ไหม
“ครั้งแรกจริงๆ เป็นคนขี้คุย ขี้เล่นในห้องเรียนกับเพื่อน ไม่ค่อยฟังครู
แล้วกลับบ้านเนี่ย คือแม่ดูแลอยู่แล้วไงคะ แม่ดูให้ทำการบ้านอยู่แล้ว
พอกลับบ้านเนี่ย...พอเราไม่ได้ฟังมาเราก็ทำไม่เป็น
แล้วมันจะใช้เวลามากกว่าคนอื่นที่จะเข้าใจ
นี่คือเป็นปัญหามาหลายปีจนโตเนี่ยถึงจะรู้ว่า
เออ...ถ้าเราฟังในห้องเรียนเนี่ยมันตัดเวลาไปเยอะเลย คือไหนๆ ก็ต้องนั่งอยู่แล้ว
ก็ฟังไปซะ กลับบ้านจะได้ไม่ต้องมาขวนขวายอ่าน แล้วมาทำความเข้าใจทั้งๆ
ที่มีครูคอยอธิบายแล้วก็ไม่ฟัง
จำได้ว่าวันแรกที่ไปโรงเรียนจะชอบ เพราะว่าจะมีชุดอุปกรณ์ จะมีเครื่องแบบอะไรใหม่ๆ
ใช่มั้ยคะ แล้วจะได้เจอเพื่อนเนี่ยจะชอบอยู่แล้ว แล้วก็ช่วงสอบเนี่ยจะเครียด
แต่สอบเสร็จเนี่ยก็จะ หูย...ดีใจมาก เพราะว่ามันจะมีปิดเทอมได้พัก”
ผลการเรียนเป็นยังไงบ้าง
“เด็กๆ เนี่ยอย่างอนุบาลเนี่ยรุ่งโรจน์เลย ป.1-2-3 เนี่ยโลดเลย (หัวเราะ) พอเริ่ม
ป.4-5-6 นี่ไปอเมริกา
แล้วอเมริกาเนี่ยรู้สึกว่าพื้นฐานของเขาเนี่ยจะสอนช้ากว่าเมืองไทย
พอกี้ไปนี่กี้ง่ายเลย ทั้งเลขทั้งอะไรได้ A
พอกลับมาเมืองไทยปุ๊บ...เพราะว่าตรงนู้นเขาสอนง่ายกว่า พอเรากลับมานี่เราแย่เลย
ก็แย่มากๆ เลยค่ะ ได้ C ได้ 1.8 ก็มี 2.0, 2.5 ก็มี มี B มี C จากเมื่อก่อนได้เกรด
3 เกรด4
พอเกรดเริ่มตกก็จะเป็นอารมณ์ของเด็กที่...เด็กเนี่ยสำคัญมากเลยที่พ่อ-แม่ต้องนั่งคุยด้วยนะคะ
เพราะว่ากี้เคยมีความรู้สึกว่า โอ้โห...เราเรียนมาเนี่ยแล้วเราได้เกรด C D
เราก็ยังมีเลย เกรด D ได้มาแค่ตัวเดียวทำแทบตาย แสดงว่าเราเป็นคนที่เรียนไม่เก่ง
เราก็เลยนึกไปเลยว่าเราจัดอยู่ในกลุ่มเด็กทึ่เรียนไม่ดี จัดไปเองเลยนะ
แล้วก็คิดไปอย่างนั้น ก็คือมันเหมือนกับบอกตัวเอง
ปลูกฝังตัวเองว่าเราเป็นคนที่เรียนไม่เก่งนะ ทำได้ก็ได้เท่าเนี้ย
เออ...เอามันเท่าเนี้ย ก็เลยไม่พยายามไงคะ แล้วก็คุยกับพ่อ-แม่ พ่อ-แม่บอกไม่ได้
เราจะมาหยุดอยู่ตรงนี้ได้ยังไง แล้วก็ทำไปทำมามันก็ดีขึ้น จะมาดีตอนมหา’ลัยเนี่ยค่ะ
มหา’ลัยนี่มีความรู้สึกว่า โอ้โห...กว่าจะมาเรียนนะคะ แล้วเงิน ทองก็หายาก
แล้วมันก็ไม่ได้ถูกเลยที่จะเรียน ก็เลยเออ...ตั้งใจเรียน ผลออกมาก็ตามที่เราตั้งใจ”
แล้วตอนเด็กๆ นิกกี้เป็นคนขี้อายมั้ย
“ขี้อายค่ะ แล้วก็ขี้น้อยใจ จะ SENSITIVE มากๆ “
แล้วอย่างนี้มีทำกิจกรรมที่โรงเรียนบ้างหรือเปล่า
“ทำค่ะ ยิ่งทำเข้าไปใหญ่เลย (หัวเราะ) เพราะว่าโดยปกติเนี่ย
ไอ้สถานการณ์ทั่วไปทุกวันๆ เนี่ยไม่กล้าแสดงออกไงคะ
เมื่อมีงานที่ปล่อยให้เราสามารถแสดงออกได้ ก็เต็มที่เลย ปลดปล่อยเต็มที่เลยค่ะ”
คุณพ่อ-คุณแม่สนับสนุนให้ทำกิจกรรมมั้ยคะ
“เขาสนับสนุนค่ะ
เพราะว่าเขาคิดว่าทุกอย่างที่โรงเรียนจัดมาเนี่ยก็ต้องมีจุดประสงค์ที่ว่า...ไม่ใช่ว่าเรียนแต่วิชา
อ่านหนังสือ ท่องอย่างเดียว มันก็ต้องมีกิจกรรมอย่างอื่น ทำให้เด็กกล้าแสดงออกค่ะ”
กับเพื่อนๆ เป็นยังไงบ้าง
“ก็จะเฮฮา ตอนเด็กมากๆ ก็จะเป็นคนที่หัวเราะ เพื่อนมันจะ JOKE ใช่มั้ยคะ
แล้วกี้ก็จะหัวเราะก๊ากเลย แต่ว่าพอโตขึ้นมานิดนึงเนี่ยก็จะเริ่มเป็นคนที่พูดขำๆ
ให้เพื่อนหัวเราะ แล้วก็จะมีแก๊งด้วยค่ะ ตอนนี้ก็ยังเจอกันอยู่ ถ้านับดีๆ ก็ 10
คนมั้งคะ ประมาณ 10 แต่ว่าไม่ได้เจอกันบ่อยค่ะ
เจอกันก็แบบ...พอพักกินข้าวก็จะกินด้วยกัน
พอมีงานกิจกรรมต้องไปเล่นแสดงละครเวทีก็จะจับกลุ่มอยู่ด้วยกัน จะคิดบทกันเอง
เขียนกันเอง เล่นกันเอง พอมีงานเต้นก็มาเจอกัน วันเสาร์-อาทิตย์
ถ้าจะไปสเก็ตน้ำแข็งหรืออะไรสมัยนู้นก็จะไปด้วยกัน”
เด็กๆ นี่คุณแม่ไปรับ-ไปส่ง
“ค่ะ แม่รับ-ส่งตลอด ไม่เคยขาด ถ้าจะไปกับเพื่อนมันก็ได้นะคะ ก็คือจะบอกแม่
เพราะโรงเรียนกี้เริ่ม 7 โมงเช้าไงคะ เร็วกว่าโรงเรียนไทย แล้วก็เลิก 2 โมงครึ่ง
กี้จะชอบ...เลิกเรียนอยากจะอยู่กับเพื่อน อยู่แถวโรงเรียนนั่นแหละ นั่งคุยกัน
ซื้อหมูปิ้งกิน น้ำส้มปั่น อะไรอย่างนี้ มันจะมีรถเข็นมาขายเยอะแยะ ก็จะนั่งคุย
ก็จะบอกแม่ว่า แม่ขา...วันนี้แม่มารับ 5 โมงเย็นได้มั้ย จะคุยกับเพื่อน”
การที่ย้ายที่อยู่ไป-มาเนี่ย ปรับตัวลำบากมั้ย
“ตอนที่จากเมืองไทยไปเมืองนอกเนี่ยลำบากมากๆ เพราะว่าเราไม่เคยไปอยู่
เราต้องเรียนรู้เยอะ แต่จากเมืองนอกมาเมืองไทยเนี่ย ลำบากแค่ที่ว่า
ทวนความทรงจำว่าเราเคยใช้ชีวิตแบบนี้ แต่ว่าเราไม่ชิน เราไปชินกับแบบนู้น
แต่แป๊บเดียวก็ปรับได้ค่ะ”
พูดถึงช่วงตอนเข้ามหา’ลัยหน่อย เป็นยังไงบ้าง ช่วงที่จะเอ็นทรานซ์
“อ๋อ...ตอนแรกจะไปเมืองนอกไงคะ เพราะว่าเพื่อนกี้เขาไปสมัครเมืองนอกหมดเลย
แล้วทีนี้เนี่ยแม่เป็นห่วง ลูกคนเดียวก็อยากให้อยู่เมืองไทย อยู่ใกล้ๆ
ก็เลย...ภาษาด้วย ด้วยภาษด้วยค่ะ ภาษาไทยกี้ไม่แน่นเลยไงคะ
ก็คิดว่าถ้าจะสอบเอ็นทรานซ์คงไม่ไหว ก็เลยลองสอบเอแบคดู
เพราะเอแบคเขาจะสอนเป็นภาษาอังกฤษ ก็เข้าไปได้นะ ก็เรียนปีนึง ก็สนุก
เป็นชีวิตที่ดีที่เข้าเอแบคเพราะว่าเราได้ใช้ชีวิตมหา’ลัยเมืองไทย ซึ่งจริงๆ
แล้วเนี่ยต่างกับ...ต่างมากๆ เลยกับที่นู่นนะคะ ดีที่เราได้ไปสัมผัส 2 แบบ
ความแตกต่างที่เห็นชัดๆ คือ ที่นี่ UNIFORM มันต้องมีเครื่องแบบ
แล้ววิชาเรียนจะมีให้ลง 7 อย่าง แล้วก็จะสอนแบบ...คือยากค่ะ เพราะมัน 7
อย่างใช่มั้ยคะ จะว่าไปมันก็ยากคนละแบบนะ อย่างที่นี่สอน 7 อย่าง แล้วทุกวันมีเรียน
อย่างที่กี้ลงเนี่ยทุกวันจะมีเรียนวันละตัว
แต่ถ้าเมืองนอกเนี่ยมากสุดที่คุณจะสามารถลงคือ 4 แค่ 4 เท่านั้น แล้วเรียนวันละ 1
วิชาเนี่ย เรียนวันละไม่ 3 ชั่วโมงก็ 1 ชั่วโมง เรียน 3 วัน
แล้วที่เมืองนอกเนี่ยมันจะหนักอ่าน ต้องไปยืมหนังสือในห้องสมุดแล้วก็ไปอ่าน
คือมีแต่อ่านๆ ๆ แล้วก็ออกความเห็น แล้วเขียน PAPER เยอะมาก
แต่ที่มหา’ลัยเมืองไทยเนี่ย ตอนที่กี้เรียนมันเหมือนกับตอนที่เรียนไฮสคูล
คือมันจะมีหนังสือให้เรา แล้วครูก็จะเล็คเชอร์สอนแล้วเราก็จด
แล้วเราก็ท่องที่ครูเล็คเชอร์มา จด แล้วเราก็สอบ คือจำ
แต่ที่นู่นเนี่ยเขาไม่เล็คเชอร์แบบ...ให้เราจดน่ะ เขาเล็คเชอร์ลอยๆ
แล้วให้เราไปอ่าน หาเอาเองแล้วให้เราสรุป คิดเอาเอง ถ้าครูชอบไอ้ที่เราสรุปมา
ครูเห็นว่ามันมีเหตุผลก็ถึงจะได้เกรดดี แต่ถ้าเราไม่คิด ไม่ขยันค้นหา
เกรดเราก็จะไม่ดี มันเป็นอย่างนี้ มันคนละอย่างค่ะ”
แต่ก็ได้ปริญญามา 2 ใบ
“ภูมิใจค่ะ แต่จริงๆ แล้วเนี่ยไม่ได้ตั้งใจไว้ว่าจะทำให้เป็น 2 ใบ
คือว่าเราเรียนธุรกิจจากเอแบค หน่วยกิตเราก็มี
เวลาเราย้ายไปเนี่ยมันเสียดายที่จะทิ้งไปซะหมด พอย้ายไปปุ๊บกี้ก็ตัดสินใจเรียน ART
เลย เพราะใจรักตรงนี้ ก็เลยคิดว่าโอ.เค.ก็เรียนควบคู่กันไป พอเราเครียดๆ จากเลข
พวกธุรกิจ เราก็ไปปั้น ไประบาย จริงๆ เรียน ART เนี่ย มันช่วยมากๆ ค่ะ”
เวลานิกกี้มีปัญหาจะปรึกษาใครคะ
“ทั้งคู่ค่ะ ทั้งพ่อ ทั้งแม่ กับเพื่อนนี่ไม่ค่อยได้ปรึกษา เพราะว่า
หนึ่งเราไม่ค่อยได้เจอเพื่อนอยู่แล้ว เพราะว่าทำงาน เวลานานๆ
ทีคุยกับเพื่อนก็อยากจะแบบ...สนุกสนาน เฮฮา ไม่อยากเอาปัญหาไปให้เขาคิดมาก”
กลัวคุณพ่อหรือคุณแม่มากกว่ากัน
“กลัวเหรอคะ ไม่กลัวทั้งคู่ล่ะค่ะ เพราะว่าคุณพ่อ-คุณแม่ไม่ได้ดุหรืออะไร
แต่ว่าแคร์ความรู้สึกนี่ แคร์ความรู้สึกคุณแม่มากๆ
ถึงคุณแม่จะเป็นคนที่แข็งแรงก็จริง แต่พอมาเรื่องลูกเนี่ย แม่จะรักลูกมาก
สำหรับพ่อเนี่ย พ่อจะเป็นคนที่ตลก แล้วจะเป็นคนที่คิดมาก
ตัวเขาจะคิดมากแต่เขาจะพยายามทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างตลกขึ้นมา
คือโอ.เค.อย่าไปคิดมากเลย แล้วเขาก็จะ JOKE แต่แม่เนี่ยถ้าคิดมากปุ๊บ
แม่จะไม่สามารถที่จะมาตลกแล้ว ก็ต้องนั่งคุยกัน”
เวลามีข่าว...ทั้งดีและไม่ดีออกมาเนี่ย คุณพ่อหรือคุณแม่จะแคร์กับข่าวมากกว่ากันคะ
“รู้สึกว่าแม่จะแคร์มากกว่าพ่อ เพราะพ่อเขาจะแบบ...ถ้าดีพ่อก็จะเอ๊ย...ดีดี
ถ้าไม่ดีพ่อก็จะ เออ...เอาเถอะลูก มันก็ต้องอย่างเนี้ยแหละ ช่างมันเถอะ
แล้วท่านทั้งสองก็จะเข้าใจเรา คือยังไงก็ตามพ่อ-แม่รักลูกนะคะ
ถ้าข่าวออกมาแบบ...โอ๊ย...ไม่น่านะ กี้ไม่ได้เป็นอย่างนี้
คือพ่อ-แม่จะรู้จักเราดีที่สุดไงคะ”
เรื่องไหนที่คิดว่าทำให้พ่อ-แม่ภูมิใจสุดๆ แล้ว
“อืมม์...คิดว่าที่กี้ได้มาทำในสิ่งที่กี้อยากที่จะทำ เพราะว่าพ่อ-แม่รู้มาตลอดว่า
กี้อยากจะเป็นนักร้องตั้งแต่เด็กแล้ว ตั้งแต่ตัวเล็กๆ ส่วนรับปริญญา
เรียนจบเนี่ยพ่อ-แม่จะภูมิใจ โล่งใจ แล้วก็คิดว่าโอ.เค. พ่อ-แม่ทำให้ถึงที่สุดแล้ว
คือส่งลูกเรียนอันนี้คือสมบัติที่พ่อ-แม่ให้ลูกก็คือการศึกษา
หลังจากนั้นเนี่ยมันก็ขึ้นอยู่กับลูกแล้ว เมื่อลูกได้ทำสิ่งที่อยากที่จะทำเนี่ย
คิดว่านั่นแหละค่ะที่เขาภูมิใจ”
มีเรื่องที่ทำให้พ่อ-แม่เสียใจบ้างมั้ย
“ก็มีบ้างค่ะ คือไม่ได้ตั้งใจหรอกนะคะ
แต่บางทีแบบ...ตอนเรียนอยู่ที่อเมริกาเนี่ยมันไม่ได้...จะโทร.ติดต่อกันนานๆ ครั้ง
มันยังไม่มี INTERNET อะไรขนาดนี้ใช่มั้ยคะ ที่จะติดต่อกันง่าย
แล้วบางทีกี้ก็จะแบบ...จะไปอีกรัฐนึง ไปหาเพื่อน แล้วแม่โทร.มาพอดี ชอบอย่างเนี้ย
(หัวเราะ) เวลาอยู่บ้านแม่ไม่โทร. แต่พอเรา START รถขับออกไปเนี่ย แม่โทร.แล้ว
แล้วก็อีก 2 วันถึงกลับบ้าน แม่ก็จะเป็นห่วง กังวลไงคะ
ว่าตายแล้ว...ลูกเป็นอะไรรึเปล่าเนี่ย”
ชีวิตที่ผ่านมา ช่วงไหนที่รู้สึกสนุกที่สุดคะ
“สนุกสุด มันเป็นช่วงๆ นะคะ โชคดีที่ว่าทุกช่วงชีวิตเนี่ยมัน HAPPY หมดเลยนะคะ
คือตอนเรียนเนี่ยก็มันส์ซะกับเพื่อนๆ นะคะ รักเพื่อนมาก
อยู่ที่เมืองนอกคนเดียวมันก็จะเป็นช่วงเวลาที่แบบ...โอ้โห
รู้สึกเราเป็นผู้ใหญ่มากเลยนะ แล้วก็จะภูมิใจตรงนั้น ถ้าจะให้สรุปจริงๆ เนี่ยคือ
ตอนนี้เป็นตอนที่มีความสุขมากที่สุดนะคะ
เพราะรู้สึกว่าชีวิตนี้กว่าเราจะมาถึงตรงนี้ได้ แล้วเรามาถึงแล้วเนี่ย
มีความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำค่ะ”
ทำงานทุกวันเบื่อมั้ย
“ไม่มีทางเบื่ออยู่แล้วค่ะ พอตอนนี้ถ้ามันมีเวลาว่างสัก 1 ชั่วโมงก็จะงงแล้ว
ทำอะไรดีเนี่ย มันจะเสียศูนย์ ไอ้เรื่องเบื่อเนี่ยไม่เบื่อหรอกค่ะ”
คนเราลองถ้าได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักแล้วล่ะก็ ไม่ว่ามันจะลำบากยังไง
ก็ไม่มีทางยอมแพ้อยู่แล้วล่ะค่ะ


Brought to you by
นิตยสารไอ’ทีน วัยน่ารัก
Background music
เพลง...ดอกไม้ที่ทำตก


back