ขยับปาก ณ ที่ว่าการอำเภอ 'ลิปส์'
กับ 'นิโคล-บุษบาหน้าเป็น'

นิกกี้-นิโคล เทริโอ มาถึง... ทักทาย เริ่มต้นให้ข้อมูลไปได้เกือบชั่วโมง สัพเพเหระที่สรรมาพูดคุยกันล้วนเป็นเรื่องราวบางส่วนบางตอนยังไม่เคยเล่าผ่านสื่อไหนมาก่อน... ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งไปร่ำเรียนยังเมืองลุงแซม ทั้งเข้ม ทั้งข้น ไม่แพ้เรื่องราวชีวิตในเมืองไทยของเธอ

"ตอนไปเรียนต่อที่อเมริกา ได้ไปทำงานช่วยพ่อแม่อีกทาง เพราะค่าใช้จ่ายเยอะ แต่ที่บ้านไม่ได้บอกให้ไปทำงานหรอกค่ะ เราทำของเราเอง กี้ไปทำงานขายไอศกรีมให้กับ TCBY ทั้งร้านมีกี้อยู่คนเดียว และทำหมดทุกอย่างไม่ว่า คิดเงิน ทำบัญชี ทำความสะอาดร้าน ขายไอศกรีมด้วย แต่ตำแหน่งเป็นผู้จัดการร้านนะ
    ...ทำงานที่นี่ได้ประมาณครึ่งปี แต่มีอยู่วันหนึ่งขณะกี้กำลังทำความสะอาดร้านเพราะใกล้จะปิดร้าน เนื่องจากจวนๆ จะเที่ยงคืนแล้ว มีชายหน้าตาน่ากลัวคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน กี้เห็นท่าทางไม่ดี เลยเดินไปที่เคาน์เตอร์จะมีปุ่มกดเรียกตำรวจ กี้พยายามทำหน้าเฉยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่มือก็กดปุ่มเรียกตำรวจ และปากร้องบอกเขาไปว่าร้านปิดแล้ว เขาก็ตะโกนสวนกลับอย่าเพิ่งปิดสิ แบบเสียงกวนๆ
    ...กลัวก็กลัว แต่พยายามหาเรื่องคุยถ่วงเวลารอตำรวจ แล้วเขาก็ออกคำสั่งให้เราเปิดเครื่องคิดเงิน พอเปิดออกมาในนั้นไม่มีอะไร เพราะเราปิดบัญชีรวบรวมเงิน หย่อนใส่ปล่องที่เก็บเงินไปเรียบร้อยก่อนหน้านี้แล้ว แต่ในใจนึกกลัวว่าจะหันมาปล้นเราแทนหรือเปล่า เงินกับของมีค่าของเราเองก็พอมี โชคดีที่ตำรวจมาทันพอดี พอเขาเห็นตำรวจก็เรียกทำมือบอกลา แล้วเดินออกไปเลย ตำรวจเขามาถามเราว่าเขาทำอะไรหรือยัง เราบอกยัง ตำรวจเลยจับไม่ได้ เพราะเขายังไม่ได้ทำอะไร
    ...นอกจากนั้นยังมีอีกเหตุการณ์ คืออยู่อเมริกาต้องมีรถยนต์ถึงจะไปไหนมาไหนได้สะดวก กี้เลยรวบรวมเงินที่ได้จากการเป็นนางแบบโฆษณาราวๆ 3,000 เหรียญ เพื่อมาซื้อรถขับ พอซื้อปั๊บก็ต้องไปเยี่ยมคุณปู่คุณย่าที่แอลเอ กี้กลับมารถหาย โทรไปเช็กที่สถานีตำรวจ เขาบอกว่ารถเราโดนขโมย เพราะไม่มีการแจ้งเข้ามาว่ารถถูกลากไป แต่จริงๆ รถถูกลาก พอดีในวันที่เราจอดรถทิ้งไว้นั้นเป็นวันที่เขาจะทำความสะอาดถนนเลยต้องให้รถทุกคนออกจากพื้นที่ ตำรวจเลยจ้างรถลากมาลากรถทุกคันที่จอดเกะกะออกไป
    ...กี้เจ็บใจว่า เมื่อลากรถเราไปแล้วทำไมบริษัทลากรถจึงไม่โทรมาแจ้งเสียตั้งแต่ต้นกลับมาโทรบอกเมื่อเวลาล่วงไป 6-7 เดือนแล้ว ถึงมาหาที่บ้านมาบอกว่าทำไมเราไม่มาเอารถที่ลากไป รู้ไหมค่าจอดรถวันละ 30 เหรียญ ซึ่งตอนนี้ค่าจอดแพงกว่าราคาของรถอีก กี้เลยต้องยอมยกรถให้เขาไป
    ...ตอนแรกกี้จะไม่ยอม เพราะถือว่าเขาไม่ได้แจ้งให้เรารู้ก่อน แถมตำรวจบอกเราว่ารถเราหาย กี้เลยจ้างทนายสู้กับเขา แต่พอคิดดูแล้วค่าทนายแพงกว่าค่ารถอีก เราเลยต้องตัดใจยอมเซ็นยกรถให้เขาไป สู้รู้อย่างนี้คิดว่ารถโดนขโมยไปซะยังจะดีกว่าอีก ไม่เจ็บใจด้วยค่ะ"

เห็นจะจริงว่า เรื่องราวทั้งหมดข้างต้นเป็นเรื่องใหม่ที่พอได้ยินได้ฟังแล้วสร้างความเพลิดเพลินให้ไม่น้อย แต่ขาดอีกเรื่องที่นิโคลยังไม่เล่า และเป็นเรื่องสำคัญที่เป็นข่าวร้อนให้ผู้คนสนใจอยู่ในขณะนี้เราเลยกล้าๆ เกร็งๆ ที่จะถาม ใจหนึ่งก็คิดแทนว่าเธอคงจะไม่อยากพูด แต่ยังไงคงต้องถาม เพราะได้นิโคลมาคุยกันถึงที่อย่างนี้ ไม่ถามไม่ตอบในเรื่องที่คนอ่านคิดไว้ คนอ่านจะว่าได้ว่าเราใจร้าย สาวอารมณ์ดีแทรกขึ้นมาเป็นนัยให้ยินดีว่า ใครบอกว่าเธอไม่อยากพูด...

"อาจจะอยากก็ได้... (ลากหางเสียงยาว แล้วหัวเราะถูกใจที่เราทายอำเภอใจเธอผิด) คือกี้ไม่ได้ปิดนะคะ แต่ก็ไม่ได้ประกาศไง เพราะรู้ว่าตัวเราอยู่ตรงนี้ ต้องมีตนอื่นที่เขาอยากจะรู้เรื่องส่วนตัวของเราอยู่บ้าง เราต้องยอมรับ เพราะเราเลือกที่จะมาอยู่ตรงนี้เอง กี้ว่าเขาไม่ผิดหรอกค่ะที่เขาอยากจะมารู้เรื่องของเรา แล้วเราจะปิดหรือประกาศก็ไม่ใช่ แต่ว่าถ้าบังเอิญรู้เรื่องกันแล้วก็ไม่ปฏิเสธเพียงแต่ว่าก่อนหน้านี้เราไม่ได้ออกมาบรรยายให้คนรู้กันมากกว่า ปล่อยให้เป็นคำถามที่ลุ้นกันไปเรื่อยๆ"

เกริ่นอย่างนี้แสดงว่าพร้อมจะเล่า ว่าแล้วเธอจึงย้อนไปตั้งแต่ความรักครั้งแรก

"คงเป็นเมื่อตอนอายุ 17 ค่ะ กับชายหนุ่มฮ่องกง เขาเหมือนหลิว เต๋อ หัว มาดเจ้าพอมาก เรียนที่ร่วมฤดีมาด้วยกันค่ะ
    ...แต่ว่าคบกันสักพักก็เลิกคบ เพราะกี้ต้องไปเรียนต่อที่อเมริกา กี้คิดว่าท่ามีแฟนแล้วชีวิตเราจะไม่เต็มที่ ไหนๆ เรามาอเมริกาทั้งทีชีวิตน่าจะมีอิสระ เพื่อที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด
    ...พอมาอยู่อเมริกา ก็มีหนุ่มฝรั่งมาขอเดทเหมือนกัน แต่เราไม่เข้าใจวิธีการของเขา เขาจะมาแบบ...พรุ่งนี้ยูจะทำอะไร แล้วเราต้องทำอะไรบ้าง ก็เล่าความจริงให้เขาฟังหมด พรุ่งนี้ไอต้องทำงาน ทำการบ้าน เขาคิดว่าตอบมาแบบนี้แสดงว่าปฏิเสธ เพิ่งมารูทีหลังว่าคนนี้ขอเดท ปัดโธ่...เสียดาย(หัวเราะ)
       ...ยังมีมาอีก กี้ไปเต้นรำกับเพื่อนมีหนุ่มถือดริ๊งก์เดินเข้ามาหาเลย พยายามสบตากับเราตลอดเวลาเราก็หันหน้าหนีไปหาเพื่อน แล้วเต้นอย่าเดียว พอเขาเห็นอย่างนี้ไปเลย เลยไปคนต่อไปดีกว่า ก็ดีค่ะ เพราะถ้ามาอย่างนี้น่ากลัวเหมือนกัน สรุปว่าโน...ไม่มี"

สรุปว่าไม่มีมาแบบนี้ แล้วข่าวคราวที่แฟนเพลงของนิกกี้ต่างก็เคยได้ยินว่าเธออกหัก เป็นไปได้อย่างไร ซึ่งนิกกี้บอกว่าข่าวนี้ผ่านมาแล้วถึง 3 ปี กับชายหนุ่มนอกวงการคนหนึ่งที่งานเข้ามาเป็นอุปสรรคทำให้ความรักของทั้งคู่เป็นเส้นขนาน ครั้งนั้นเธอสารภาพออกมาว่าเป็นครั้งที่จริงจังและสำคัญในชีวิตครั้งหนึ่งเหมือนกัน เพราะเมื่อมีเรื่องราวทำให้ต้องพรากกันไป ความเสียใจจึงเกิดขึ้นกับเธอไม่น้อย

"นานแล้วค่ะกับการอกหักครั้งล่าสุด ช้ำเต็มร้อยเหมือนกันเพราะให้ไปเต็มร้อย ถึงขนาดเพื่อนต้องมาป้อนข้าวต้ม กินอะไรไม่ลงเลยล้มหนัก ความที่ล้มลงไปหนัก แต่พอเราลุกขึ้นมาได้ เลยได้เห็นถึงความแตกต่าง ได้รู้ว่าการที่ได้อยู่คนเดียวก็มีความสุขเหมือนกัน
    ...คือเขาไม่เข้าใจงานของกี้ชีวิตเขาเป็นคนทำงานออฟฟิศ เริ่มเก้าโมงเช้าเลิกห้าโมงเย็น แต่ของกี้นี่ ห้าทุ่มดิฉันไปทำงานกลับมาตีห้า ก็เลยเกิดช่องว่างขึ้นมา
    ...พยายามแก้ปัญหาแล้วด้วยค่ะ เพื่อให้ทั้งคู่มีความสุขที่สุด แต่ความที่จูนกันไม่ติดสักที ทั้งในเรื่องของเวลา และในเรื่องของความเป็นส่วนตัวที่หายไป ของกี้ถึงแม้หลายๆ อย่างจะหายไป แต่กี้เข้าใจเพราะเราเลือกแล้วกับอาชีพนี้ แต่ของเขาที่หายไปเป็นเพราะภาพเข้ามาติดอยู่กับคนคนหนึ่ง ซึ่งตรงนั้น ทำให้เขาไม่เข้าใจ แต่ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรร้ายแรงกันหรอกค่ะ
    ...ตอนนี้ยังคงเป็นเพื่อนกันอยู่ ยังเป็นความเข้าใจที่ลงตัว แต่กับความรัก เอาเป็นว่าเราไปกันไม่รอดแล้วกันค่ะ เพราะว่ากี้ก็จะเหนื่อยด้วยที่ต้องพยายามจัดสรรเวลาให้ลงตัว แล้วเรายุ่ง ยุ่งจนมันไม่สามารถที่จะทำตรงนั้นได้"

ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่ารักแล้วมีทุกข์ แต่ทุกครั้งที่ได้รักเธอก็หมดใจเสมอ จนเพื่อนๆ ต้องเตือนให้รู้จักชั่ง ตวง วัด เผื่อใจเก็บไว้ให้ตัวเองบ้าง

"เรื่องเผื่อใจก็เผื่อค่ะ แต่ชอบเผื่อแค่ตอนต้นๆ ตอนแรกเตรียมตัวอย่างดี รักพ่อแม่ รักเขา รักงาน รักตัวเอง แบ่งเป็นช่องๆ ไป แต่รักไปรักมากลับเป็นให้เขาหมดใจไปเมื่อไหร่ไม่รู้ เมื่อต้องเสียไป แน่นอนเสียไปทั้งหมดทั้งใจเหมือนกัน กี้เป็นคนเต็มร้อยอยู่แล้ว ทำอะไรทำเต็มร้อย เพื่อนก็จะเตือน นี่เห็นไหมคราวหลังเธอต้องกั๊กเอาไว้บ้าง เพราะเวลามีปัญหาเธอล้มขนาดนี้ ในทางปฏิบัติต้องเป็นอย่างนั้นจริงเราก็รู้ แต่เราไม่ใช้ แต่เข้าใจ เลย...เจ็บไป"

ผ่านประสบการณ์ให้ร้อนหนาวมาถึงขนาดนี้ และแล้ววันนี้ก็โชคดีกลับมาทำให้โลกของเธอสดใสอีกครั้ง กับสถานการณ์ที่หลายคนประเมินหรือประหนึ่งคาดเดาว่าน่าจะเป็นความรักครั้งใหม่ของเธอด้วยมีข่าวเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินได้เห็นอยู่เนืองๆ ในความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุษบาหน้าเป็นกับเจ้าทุย สองนักร้องจากรั้วเดียวกัน มาถึงคำถามนี้ทำเอานิกกี้คนเก่งถึงกับขอพักดื่มน้ำเย็นเพื่อดับความร้อนของคำถามกันเลย

"ถ้าจะให้ตอบเรื่องความรัก คงต้องตอบว่ากี้รักทุกคนค่ะ เรื่องนี้ลำบากที่จะตอบเหมือนกัน ถ้าเราพูดแล้วต้องนึกถึงหลายๆ คน หลายๆ มุม ซึ่งบางมุมเราไปตอบแทนคนอื่นเขาไม่ได้ ถ้ากี้ตอบไปจะกระทบถึงคนอื่น เอาเป็นว่าเรื่องราวทุกอย่างเป็นเรื่องดี
    ...กับปีเตอร์เป็นภาพที่หลายคนรับรู้แล้วพูดต่อกันมาเรื่อยๆ ถ้าให้กี้พูดเองก็ยอมรับว่าสนิทกันค่ะ มีอะไรก็พูดคุยกันทุกเรื่อง แล้วเราอยู่ค่ายเดียวกันด้วยเลยทำให้สนิทกัน กี้กับเตอร์รู้จักกันมา 5-6 ปีแล้วค่ะ เคยเรียนทฤษฎีดนตรีมาด้วยกัน ซึ่งตอนเรียนได้เจอกันเกือบทุกวัน แต่เพิ่งมาสนิทกันมากก็ในช่วงหลังๆ นี้เอง
    ...มีบางช่วงที่หายไป ไม่ได้เจอกันเลย 5-6 เดือน เพราะเตอร์มีทัวร์คอนเสิร์ตยาว กี้ก็เคยไปทัวร์กับเตอร์ค่ะ ไปกันมา 20 จังหวัด
    ...มีเรื่องขำๆ เกี่ยวกับเตอร์มาเล่าให้ฟังเหมือนกันค่ะ ตอนนั้นเราไปทัวร์คอนเสิร์ตด้วยกัน มีรถตู้ไปสามคัน เตอร์ กี้ มอส รถตู้ของกี้จะตามรถตู้เตอร์ แล้วเตอร์จะเป็นคนที่นอนหลับง่ายมาก แล้วเขาชอบหลับอยู่เบาะหลัง ส่วนกี้เป็นคนที่นอนในรถไม่ได้ ก็จะเห็นเหตุการณืทุกอย่าง อย่างพอเตอร์ตื่นขึ้นมา มือเขาจะโผล่ขึ้นมาก่อนเลย..."

มาถึงตอนนี้นิกกี้อุตส่าห์ทำมือทำไม้ประกอบเพื่อความกระจ่าง แต่ว่าพลาดไป ด้วยใจสั่งมาหรือไม่ ก็ไม่รู้แน่ชัด ทำให้ชูนิ้วเกินขึ้นด้วยอีกหนึ่ง จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ว่าฉันรักเธอ (เหมือนสัญลักษณ์ของรายการแฟนพันธุ์แท้อะครับ) แทนที่จะเป็นเขาควายสัญลักษณ์ของหนุ่มปีเตอร์เมื่อตอนออกอัลบั้มแรกไปเสียได้ ทำให้ได้หัวเราะกันครื้นเครงว่าสาวเจ้าพลาดเผยความนัยอะไรออกมาหรือเปล่า

"เอ๊ะ! ชูเป็นอะไรนี่ ตายจริง...ถ้าเป็นแถลงข่าวจบกัน ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ ต้องชู 2 นิ้ว ชูขึ้นมาก่อนแล้วตัวถึงจะลุกขึ้นมายิ้ม กี้กับผู้จัดการก็แหม...ยังไม่ทันตื่นเต็มที่ทุยมาก่อนเลย เขาจะอินมาก ทุ่มมาก
    ...เรื่องงานเขาทุ่มจริงๆ อย่างเวลาทดสอบเสียงก่อนเล่นคอนเสิร์ต ของกี้จะทดสอบประมาณ 4 เพลง พอให้รู้ว่าเพลงช้า เพลงเร็วร้องแค่ไหน แต่เตอร์นี่เต็มโชว์ค่ะคุณขา ต้องขึ้นร้องบนเวที 10 เพลง เตอร์ก็ซ้อมหมด 10 เพลง แล้วมีอยู่ 3 คนก็นั่งรอเตอร์ซ้อมกันไป ไม่เช่นนั้นต้องบอก...เตอร์พอเถอะ เดี๋ยวต้องไปแต่งตัวแล้วกลับมาร้องโชว์จริงอีก
    ...เขาตั้งใจทำงานมากและทำงานหนักมาก เรียกว่าทุ่มสุดตัว เหนื่อยก็ไม่บ่น ไม่มีอารมณ์เสีย จะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ ถึงแม้อายุน้อยกว่ากี้ก็ตามเถอะ แต่เขาเป็นผู้ใหญ่มาก ทั้งความคิด การวางตัว ทุกอย่างหมดเลย แถมตัวก็ใหญ่ด้วย"

ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องงานให้ต้องเกี่ยวพันกัน เรื่องในใจที่สื่อให้เห็นถึงความห่วงใยอาทรของหนุ่มห้าวก็มีส่งมาถึงสาวคนนี้เป็นระยะๆ เหมือนกัน

"อ๋อ!...ก็เคยมีโทรศัพท์มาบอกคนขับรถตู้ของกี้ บอกว่าขับดีๆ นะ เป็นห่วง...มีการ์ดมาให้ ก็เอาใจใส่พอสมควร ทั้งคู่แหละค่ะที่เอาใจใส่กัน"

ความดีของฝ่ายชายเป็นที่ปรากฏให้ได้เห็นในสายตานิกกี้มาแล้ว ถึงได้มีเรื่องราวติดอยู่ในความทรงจำมาเล่าขานให้ฟังแล้วคราวนี้ตัวหนุ่มเตอร์เองมีความคิดเป็นเช่นไรมาบอกเล่าถึงเพื่อนสนิทต่างเพศคนนี้บ้าง

"เขาว่ากี้เป็นผู้ใหญ่เหมือนกัน แล้วเราก็เป็นเพื่อนที่ดีสำหรับเขา ความสัมพันธ์ของคนสองคนที่สำคัญที่สุดคือความเป็นเพื่อนกัน เพราะจะทำให้สองคนคุยกันรู้เรื่อง ไม่ใช่ภาษาอังกฤษนะคะ แต่เป็นภาษาสมอง พูดกันแค่คำสองคำเราก็เข้าใจกัน ทุกสิ่งทุกอย่างต้องคุยกันได้"

ฟังดูเส้นทางแห่งความสัมพันธ์ก็ดำเนินมาอย่างราบรื่นดี แต่ทำไมถึงมีคลื่นลมก่อเกิดขึ้นมาได้ เรือมิตรภาพรำนี้อับปางลงแล้ว เรื่องราวเช่นนี้สร้างความสับสนให้เกิดได้เพียงในใจผู้อื่นเท่านั้น สำหรับ "เธอ" และ "เขา" ความเข้าใจกันยังมีและจะยังคงอยู่ไปอีกนาน

"ข่าวนี้เกิดตอนเตอร์ไปถ่ายแฟชั่นให้นิตยสารฉบับหนึ่ง แล้วมีข่าวออกมาว่าเตอร์สนิทกับคนที่ถ่ายคู่กัน อันนั้นไม่จริงเลย คือกี้รู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร...เขาไม่ใช่คนเจ้าชู้ เป็นคนดี เป็นคนที่ดีมาก และวันที่ถ่ายแบบกี้ก็อยู่ตรงนั้นด้วย ได้เห็นภาพเบ้องหลังของการถ่ายทำทั้งหมด
    ...คือกี้รับรู้ทุกเรื่อง แต่เวลาข่าวออกมา อาจจะเป็นเพราะภาพแฟชั่นที่เสร็จสมบูรณ์ออกมาแล้วดูเหมือนเป็นคู่ๆ คนได้เห็นภาพนั้นเลยเกิดความสงสัยเป็นธรรมดา แต่เรารู้ เราอยู่วงการนี้ กับกี้ก็มีเหตุการณ์คล้ายๆ แบบนี้เกิดขึ้นเหมือนกัน เผอิญว่าใช่ แต่สำหรับข่าวนี้ไม่ใช่ทุกอย่างเลยจบลงไป เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรกับข่าวที่ทำให้กี้คิดมากได้เลย"

เมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงตรงนี้ สิ่งที่คาดเดากันว่า 'น่าจะเป็นความรัก' ในตอนแรก คงจะต้องตัดคำว่า 'น่าจะ' ทิ้ง ออกได้แล้วเป็นแน่ แต่เจ้าตัวไม่หลงกลในบทสรุปอันเป็นดั่งเช่นที่เราคิด กลับมีแต่เพียงเสียงหัวเราะใสๆ ส่งมาเป็นคำตอบให้แทน เราเลยต้องบอกกับเธอว่าที่คิดเห็นเป็นเช่นนั้นคงเป็นเพราะมีความสุขเมื่อได้รับฟังเรื่องราวดีๆ ของคนสองคน เลยแปลความหมายให้ตรงกับใจเราเอง
       มุมมองความรักของสาวหน้าเป็น อาจจะดูเป็นความผูกพันฉันมิตรที่สนิท เมื่อได้รู้จักมักคุ้นแล้ว ทำให้เธอมีความสุขกับความสัมพันธ์ที่เป็นไปอย่างราบรื่นราวกับว่าได้พบเพื่อนใหม่ที่ถูกใจ ซึ่งในวันหน้า เพื่อนแท้ เพื่อนจริงในวันนี้ อาจจะเพิ่มค่าเพิ่มความหมายยิ่งขึ้นก็คงเป็นเรื่องที่ไม่แปลก
    แต่ถ้าเรื่องราวการสัมภาษณ์ครั้งนี้ จบลงด้วยยังทิ้งตะกอนไว้ในใจให้กับใครหลายคน เห็นทีคงต้องไปทำความรู้จักมุมมองความรักของนิโคลให้ลึกซึ้งกันต่อ ในผลงานชุดล่าสุด
'Seven' ที่ได้ถ่ายทอดตัวตนความรักอันแท้จริงของเธอผ่านเสียงเพลงในชุดนี้ด้วย แล้วจะได้รู้ว่า อำเภอใจของนิโคลอยู่ ณ ที่แห่งใด

 

นำมาจาก " นิตยสาร  Lips "
back