ลูกแมวเสียงหวาน

นิโคล เทริโอ

วันนี้เรามีนัดกับสาวฮ็อตค่ะ นาทีนี้คงไม่มีนักร้องคนไหนฮ็อตเกินหน้าสาวหน้าใสคนนี้ไปได้
เธอดังชนิดที่ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนเป็นต้องได้ยินเสียงหวานๆ ของเธออยู่เสมอ
และไม่เพียงแต่เสียงใสๆ ของเธอเท่านั้นที่จับใจคนฟัง แม้แต่ทรงผมของเธอก็เป็นที่ถูกใจทั้งสาวน้อยสาวใหญ่
กวาดตามองไปทางไหนก็เป็นได้เจอผมสั้นทรงยอดฮิตของเธอเพียบ
ทรงอะไรหรือคะ…ก็ทรงนิโคลของสาวเสียงดี นิกกี้-นิโคล เทริโอ เจ้าของอัลบั้ม
กะ-โป-โล-คลับ น่ะซีคะ บอกแล้วว่าเธอกำลังฮ็อต ฉะนั้นนัดนี้จึงไปลงตัวเอาช่วงเย็นของวันที่เธอเดินสายไปอัดรายการสาระแนโชว์
นิโคลในวันนี้ดูแปลกตาไปกว่าทุกครั้งที่เคยเห็น เพราะหน้าใสๆ ถูกแต่งแต้มจนเหมือนลูกแมวเพื่อเตรียมตัวโชว์พิเศษ
และเชื่อว่าใครก็ตามที่ได้ยินน้ำเสียงของเธอในวันนี้ คงลงความเห็นเหมือนกันว่า ลูกแมวที่เสียงหวานที่สุดในโลกอยู่ตรงนี้นี่เอง

หลังจากที่กลายมาเป็นนักร้องดังแล้วชีวิตมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหมคะ

"หูย…เปลี่ยนไปมากค่ะ ตอนแรกๆ นี่เราก็ชื่นชม ชื่นชอบศิลปินนักแสดงที่อยู่ในวงการอยู่แล้ว
อาจจะไม่เข้าใจลึกซึ้งว่างานตรงนี้เป็นยังไง ก็คิดว่าคงไม่ง่ายหรอก แต่คงไม่ยาก
พอมาอยู่ตรงนี้ มาทำเองแล้ว รู้สึก โห พอสมควร คือเวลาส่วนตัวก็น้อย เหนื่อย
แต่ก็โอ.เค.ที่มีกำลังใจมาให้อยู่เรื่อยๆ แล้วสิ่งที่ดีก็คือได้เจอผู้คนมากมาย
ได้ทำอะไรหลายๆ อย่างที่โดยปกติเราคงไม่ได้ทำ สมัยเด็กๆ นิโคลเคยคิดไหมว่าอยากจะเป็นนักร้อง
ฝันไว้ค่ะ แต่ไม่กล้าคิดว่าจะเป็นนักร้อง เพราะคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้
เคยลองเล่นเป็นนักร้องไหมคะ (หัวเราะ) เด็กๆ เคยค่ะ แต่จำไม่ได้แล้วว่าตอนไหน
แล้วพอโตขึ้นมาหน่อยเวลาร้องคาราโอเกะก็จะอัดเทปเอาไว้ตลอด
เทปนี่มีเป็นร้อยม้วนน่ะค่ะ แน่ะ…ตาโต ไม่เอามาให้ฟังหรอก (หัวเราะ)
ตอนนั้นอัดไว้ทำไมคะ ฟังเองค่ะ เพราะเราอยากจะรู้ว่าร้องออกมาแล้วเป็นยังไง แปลก
ถ้าร้องคาราโอเกะโดยที่ไม่อัดนี่ นิโคลจะไม่ชอบมีความรู้สึกว่าจบแล้วจบเลย
เราไม่ได้กลับมาฟังว่าเสียงเราเป็นยังไง เพราะตอนเราร้อง เราจะไม่ได้ฟังเราเองจริงๆ
เราจะคอนเซ็นเทรตเรื่องร้องมากกว่า ถ้าอัดไว้มาฟัง เราก็จะรู้ว่าต้องปรับปรุงตรงไหนบ้าง เราร้องดีตรงไหน
แล้วพอใครออกเทปก็จะซื้อมาร้องตามสไตล์เขา ก๊อปปี้เลย"

นิโคลชอบสไตล์ใครคะ

"คนแรกที่ทำให้ร้องจริงๆ จังๆ ที่พยายามมากนี่คือพี่แอม (เสาวลักษณ์ ลีละบุตร)
ตอนที่พี่เขาออกชุดบันทึกของดอกไม้เหล็ก ปี 92 เพลง “กดดัน” มีความรู้สึกว่า โห
พลังแล้วก็อารมณ์มันครบมากเลยในเพลงนี้ แล้วยิ่งดูมิวสิควิดีโอพี่เขาก็ยิ่งดีมาก
นิโคลชอบเพลงที่มันแรงๆ ฟังแล้วมันอินดี นิโคลร้องไม่หยุดเลยนะคะ มีประมาณ 5-6 เทป
เทป 90 นาทีนะคะ ทั้งไซด์เอและไซด์บีมีแต่เพลงกดดัน ไม่รู้ว่าเป็นกี่สิบชั่วโมงที่ร้อง
อีกคนก็คือพี่มาลีวัลย์ นั่นจะเป็นอีกฟีลหนึ่ง เป็นแบบใส่ฟีลลิ่งในน้ำเสียง เบาๆ
แรงๆ ค่อยๆ ดังๆ ขึ้นลงๆ อะไรแบบนี้ ส่วนถ้าจะสนุกๆ
หน่อยเมื่อก่อนนี้ก็จะร้องเพลงทาทา มีความรู้สึกว่าเพลงของทาทานี่จังหวะเขาจะแน่นๆ
ฟังแล้วชัดดี อันนั้นเราก็จะลองก๊อปดู เหมือนเราเอาส่วนดีของทุกคนมารวมกัน
เราก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะ"

เทปหัดร้องของนิโคลยังอยู่ไหมคะ

"อยู่ค่ะ นิโคลไม่ได้ลบทิ้ง แต่ถ้าให้หาก็คงหาไม่เจอ (หัวเราะสนุก) จริงๆ
นิโคลไม่ค่อยอยากพูดถึงเทปพวกนี้ เดี๋ยวถูกขอฟัง มันเป็นช่วงเรียนรู้ไงคะ
บางทีกลับไปฟัง ว้าย..ตายแล้ว ไม่ไหวๆ"

จำได้ว่าสมัยเด็กๆ นิโคลเคยถ่ายแบบด้วย

"ก็เคยถ่ายโน่นถ่ายนี่ ถ่ายโฆษณาอะไรแบบนี้ ซึ่งตอนนั้นอายุประมาณ 14-15 ยังเรียนหนังสืออยู่เลย
นิโคลเรียนหนังสือที่เมืองไทยนะคะ นิโคลเกิดที่อเมริกา แต่พอสองขวบก็กลับเมืองไทยค่ะ
แล้วก็เรียนหนังสือที่ร่วมฤดี สุขุมวิทซอย 1 ตั้งแต่ ป.1-ป.3 พอ ป.4-ป.6
ก็ย้ายไปเรียนที่อเมริกา แล้วก็กลับมาเรียนที่ร่วมฤดีอีกจนจบ ม.6 ค่ะ"

ใครชวนนิโคลมาถ่ายแบบคะ

"คือที่โรงเรียนนิโคลจะมีพี่ๆ โมเดลลิ่งชอบไป เขาก็จะจับพวกเรามาถ่ายรูป
แล้วถ้ามีงานเทสต์อะไร เขาก็จะโทร.มาเรียกให้ไปเทสต์ นิโคลก็ไป
เพราะเห็นว่าน่าสนใจดี สนุกดี พอไปเทสต์ก็ได้งานโฆษณามาพอสมควร
สำหรับช่วงนั้นก็ถือว่าเยอะพอสมควร แต่มันก็เป็นแค่ช่วงเดียวค่ะ"

จำได้ไหมคะว่ามีอะไรบ้าง

"มีเพี้ยซ โฟมล้างหน้า ใกล้ชิด ถ่ายกับพี่หนุ่ย-อำพล ที่เต้นๆ กัน นึกออกไหมคะ
น-า-นมาก แล้วก็สครูเพิลที่นั่งในอ่างน้ำ ฟูจิ ถือลูกโป่งแล้วก็ลอยขึ้นไป ซุปไก่คนอร์ ประมาณนี้น่ะค่ะ"

เยอะนะคะ

"ก็เยอะค่ะ แต่อาจจะเป็น…นิโคลไม่ทราบว่าตอนนี้เป็นยังไงนะคะ แต่คิดว่าช่วงนั้นนี่
ถ้าใครได้ออกโฆษณาชิ้นหนึ่ง เราก็จะได้เห็นเขาในโฆษณาชิ้นอื่นๆ ด้วย
คือจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ มันอาจจะเป็นช่วงที่คนเห็นหน้านิโคล พอลูกค้าเห็น
เขาก็เลยเจาะจงเอาคนนี้มาโฆษณา แต่พอเซ็นสัญญากับใกล้ชิด คือเวลาเราโฆษณา
เราต้องเซ็นใช่ไหมคะว่าจะไม่ถ่ายอย่างอื่น นิโคลก็หยุดเลย เพราะว่าเรียนดีกว่า
รู้สึกว่าการเรียนเริ่มจะไม่ดี เพราะตอนนั้นงานเยอะ"

ต้องโดดเรียนหรือคะ

"ก็มีบ้างค่ะ เพราะบางครั้งเขาจะถ่ายวันธรรมดา ครั้งสองครั้งก็โอ.เค. แต่พอมันมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่อนุญาต ไม่ให้รับงาน นิโคลก็หยุด แล้วก็เรียนหนังสือจนจบ ม.6 แล้วก็ไปเรียนต่อที่เอแบค
นิโคลเรียนเอแบค สาขาธุรกิจ ได้ปีหนึ่ง ก็รู้สึกว่าเครียดเรื่องเลข ไม่สนุก แล้วจะปวดหัว ก็คุยกับคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเรียนศิลปะจังเลย เลยขอไปเรียน คุณพ่อคุณแม่ก็อนุญาต เลยไปเรียนที่แมสซาชูเสตส์ เรียนไฟน์อาร์ต เรียนปั้น เรียนวาดสีน้ำมัน สีน้ำ สเก็ตช์ภาพ คือเป็นทุกอย่างที่เกี่ยวกับไฟน์อาร์ต"

ทำไมนิโคลอยากเรียนศิลปะล่ะคะ

"นิโคลชอบวาดรูปอยู่แล้ว แล้วคุณปู่นิโคลก็เป็นนักวาดรูป ซึ่งคุณปู่มีแกลเลอรี่ของตัวเองที่แคลิฟอร์เนีย เขาจะวาดภาพเป็นซีรี่ส์เลย เช่นถ้าเขาอยากจะวาดวิวที่เป็นน้ำ ต้นไม้ แล้วก็เป็ด เขาจะวาดไปเลยสิบกว่าภาพ
เป็ดในท่าต่างๆ วิวจะเปลี่ยนนิดหน่อย แต่ต้องมีเป็ดอยู่ในนั้น แล้วเขาก็จะเรียกว่าซีรี่ส์เป็ด อะไรแบบนั้น คุณปู่ก็จะสอนนิโคลตั้งแต่เด็ก"

ก่อนเรียนนิโคลสนใจอะไรคะ

"ดรออิ้งค่ะ แล้วก็ระบายสี เป็นสีอะครีลิก เหมือนสีโปสเตอร์น่ะค่ะ ส่วนสีน้ำมันนี่
จริงๆ ทำแล้วจะออกมาดูดีที่สุดแต่ว่ายากมาก"

พอเรียนไปแล้วชอบอะไรมากที่สุด

"ชอบปั้นค่ะ ตอนแรกเลือกวิชานี้ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะว่าเราไม่เคยปั้น แต่ว่าเด็กๆ
ก็เล่นดินน้ำมันอะไรอย่างนี้น่ะนะ ก็เลยเลือกวิชานี้ แต่พอทำไปทำมา โอ้โห..รักมาก
ครูเขาให้ปั้นอะไรมาก็ได้ นิโคลจะไม่หลับเลยทั้งคืน จะใช้เวลาเป็นสิบชั่วโมงเลยกับงานชิ้นเดียว คือชอบมาก
แบบเดมี่ มัวร์ ในหนังเรื่อง GHOST
(หัวเราะ) คือเขาก็สอนปั้นแจกัน ปั้นอะไรซึ่งต้องใช้จานหมุน อันนั้นนิโคลก็เรียนมา
แต่ที่นิโคลชอบจะเป็นปั้นฟรีสไตล์มากกว่า ซึ่งนิโคลก็จะปั้นมือ ข้อศอก หรือจะเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย"

ทำไมถึงชอบแบบนี้ล่ะคะ

"มันสามารถถ่ายทอดอารมณ์ได้เยอะมาก โดยเฉพาะมือนะคะ มือนี่ ถ้าเป็นอะไรที่หมองๆ
ความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกไปบนชิ้นงานนี่ก็จะมีเส้นเลือดขึ้นมาเยอะมาก
แล้วก็จะค่อนข้างดูแข็ง ส่วนถ้าจะเป็นอะไรที่อ่อนโยน ก็จะเป็นมือที่ไม่มีเส้น
แล้วก็เป็นมือที่ทิ้งๆ ลงมา เป็นอะไรที่รีแล็กซ์"

นิโคลปั้นเฉพาะส่วนเท่านั้นหรือคะ ปั้นทั้งคนเลยบ้างไหม

"คนนี่อยากปั้นมากเลย แต่มันใช้ดินเยอะมาก แล้วโรงเรียนเขาไม่มีดินให้เราขนาดนั้น
คือเราต้องลงทุนเอง แล้วมันก็ไม่ใช่ปั้นอย่างเดียว มันต้องเอาไปเผาสองรอบ
แล้วก็ต้องเอาไปชุบด้วย หลายขั้นตอนค่ะ แล้วถ้าปั้นคน
เราไม่สามารถหาเตาที่ใหญ่ขนาดนั้น มันยากมากถ้าจะปั้นคน เราจะต้องลงทุนเอง
แล้วก็ต้องทำตรงนี้อย่างเดียวเลย เหมือนพวกไมเคิล แองเจโล อะไรแบบนั้น"

(ติดตามอ่านต่อสัปดาห์หน้านะครับ)

 

นำมาจาก " นิตยสารแพรวสุดสัปดาห์ "
back