ซูเปอร์สตาร์ "นิโคล เทริโอ"

ตอนที่ 4

"…ถ้าร้องคาราโอเกะโดยที่ไม่อัด นิโคลจะไม่ชอบ มีความรู้สึกว่าจบแล้วจบเลย
เรากลับมาฟังไม่ได้ว่าเสียงเราเป็นยังไง เพราะตอนเราร้องเราจะไม่ได้ฟัง
เราต้องตั้งใจร้องอย่างเดียว แต่ถ้าอัดไว้ เราก็จะรู้ว่าต้องปรับปรุงตรงไหนบ้าง
เราร้องดีมั้ย
ตอนนั้นพอมีใครออกเทปนิโคลจะซื้อมาร้องตามสไตล์เขาคือร้องแบบก๊อปปี้เลยล่ะ
(หัวเราะ)…
…นักร้องที่ทำให้พยายามร้องตามมากที่สุดคือ พี่แอม (เสาวลักษณ์ ลีละบุตร)
ตอนที่เขาออกชุด บันทึกของดอกไม้เหล็ก ปี’92 มีเพลงกดดัน ที่นิโคลรู้สึกว่า
โห..ทั้งพลังแล้วก็อารมณ์มันมีครบเลย ยิ่งดูมิวสิคที่พี่เขาเล่นก็ยิ่งดีมาก
ปกตินิโคลชอบเพลงที่แรงๆ อย่างนี้เพราะฟังแล้วมันอินดี ร้องไม่หยุดเลย ประมาณ 5-6
ม้วน ทั้งหน้า เอ และหน้า บี
อีกคนคือพี่มาลีวัลย์นั่นจะเป็นอีกฟีลหนึ่งเป็นแบบใส่ฟีลลิ่งในน้ำเสียงเบาๆ แรงๆ
ค่อยๆ ดังๆ ขึ้นลงๆ ส่วนแนวที่สนุกสนาน จะเป็นของทาทา
ก็ลองก๊อปปี้ดูทุกแบบแล้วก็เอาส่วนดีของทุกคนมารวมกัน
เราก็จะได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก…
…หลายคนไม่รู้ว่านิโคลไม่ได้ส่งเทปไปแกรมมี่ฯ เองนะ แต่เพื่อนชื่อ ‘หวาน’
มาขอเทปที่นิโคลร้องคาราโอเกะ ตอนแรกก็นึกว่าจะขอไปฟังเล่นแต่เขาเอาไปให้พี่ๆ
ที่แกรมมี่ฯฟัง แล้วบอกว่านี่ไงเสียงพี่ของหวาน แล้วก็ให้ดูรูปนิโคลด้วย
ตอนนั้นนิโคลยังเรียนอยู่ต่างประเทศ ที่แกรมมี่ฯบอกว่าฟังแบบนี้ไม่รู้เรื่องหรอก
ถ้าเจ้าตัวกลับมาแล้วให้เข้ามาเทสต์แล้วกัน
ซึ่งถ้าไม่มีหวานก็ไม่รู้ว่านิโคลจะได้เข้ามาร้องเพลงอย่างนี้หรือเปล่า
…ก่อนหน้านั้นนิโคลคิดว่ากลับมาจากเรียนจะเข้าไปเทสต์เสียงอยู่เหมือนกัน
แต่ยังไงมันก็คงไม่เร็วขนาดนี้ พอกลับมาเขาเรียกนิโคลก็เข้าไปเลย…
ครั้งแรกก็ให้ร้องเพลงให้ฟังสดๆ เลย ทั้งเพลงช้า เพลงเร็ว
แล้วพี่เขาก็แนะนำว่าตอนนี้มีโครงการสตาร์เซิร์ชอยู่
ซึ่งมันจะหมดเขตอยู่แล้วเหลืออีกอาทิตย์เดียวเอง
อยากให้นิโคลเข้าโครงการเพราะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะได้รู้ผลเร็วมาก
ในขณะที่การเทสต์เสียงนั้นกว่าจะรู้ผลช้ามาก บางคน 6 เดือน บางคน 1 ปี
นิโคลก็เลยตัดสินใจเข้าโครงการ ปีนั้นมีผู้เข้าแข่งขันสาม-สี่พันคน
เขาก็ให้ร้องเพลงใส่เทปมาเพื่อที่กรรมการจะได้ฟัง
เพลงที่นิโคลร้องคือเพลงของพี่มาลีวัลย์ ชื่อ ขอเพียงที่พักใจ ค่ะ…
…ตอนที่ออกเทปก็ไม่ได้คิดว่าจะประสบความสำเร็จ ต้องบอกว่าไม่ได้คิดว่าจะดัง
เพราะจากสถานการณ์บ้างเมืองด้วย อะไรด้วย ในช่วงที่กำลังทำเทป พี่ๆ เขาพูดให้ฟังว่า
อย่าหวังอะไรมาก ซึ่งนั่นคือถูกต้อง เราควรเน้นที่ความตั้งใจในการทำงานดีกว่า
อย่าไปหวังว่าต้องขายได้เท่านั้นเท่านี้ หรือคนต้องชอบเรามากๆ นะ
อะไรอย่างนี้ นิโคลพยายามจะไม่คิดเลย
เพราะว่าถ้ามันไม่เป็นไปตามที่หวังก็จะมีแต่เสียใจ แค่ผลงานออกมาตามที่นิโคลต้องการ
แค่นั้นก็ดีใจแล้ว แต่พอได้รับการต้อนรับอย่างดีมาก แน่นอนว่านิโคลดีใจมาก
แล้วก็ภูมิใจแทนพี่ๆ ที่อยู่เบื้องหลังการทำงานด้วย เพราะเขาทำงานกันหนัก
มีความรู้สึกว่าเราอยู่ข้างหน้าเราร้อง แต่กว่าที่จะมาเป็นเพลงนี่
ต้องผ่านขั้นตอนเยอะมาก ทั้งเรียบเรียง ทั้งเขียนเนื้อ ทั้งคิดไอเดีย
และคอนเซ็ปท์ต่างๆ ทำงานกันหนักเหลือเกิน…
…ใช้เวลานานเกือบ 2 ปีเลยนะ กว่าจะออกมาเป็นกะโปโลคลับ
ขั้นแรกพี่เขาจะดูคาแรคเตอร์ของนิโคลแบบละเอียดยิบ เวลาคุยกันเขาจะจ้องจะมองตลอด
หรือนิโคลคุยกับคนอื่นเขาก็มอง นิโคลเคยสงสัยว่ามองอะไรกันนักหนา (หัวเราะ)
คือเขาต้องเอาความเป็นตัวเราออกมาให้มากที่สุด หลังจากนั้นก็เทสต์กันอีกทีหนึ่ง
ทั้งเสื้อผ้า ทรงผม หลากหลายสไตล์มาก
แล้วก็ต้องคำนึงถึงด้วยว่าเวลาเราขึ้นเวทีคอนเสิร์ตจะสะดวกหรือเปล่า…
…หลังจากนั้นชีวิตก็เปลี่ยนไปมากนะ
ก่อนหน้านี้นิโคลเคยแต่ชื่นชมศิลปินนักแสดงที่อยู่ในวงการหลายๆ คน
แต่ไม่เคยเข้าใจลึกซึ้งว่างานตรงนี้เป็นยังไง
ก็เคยคิดอยู่เหมือนกันว่าเป็นงานที่ไม่ง่ายหรอก แต่ก็คงไม่ยาก พอมาอยู่แล้ว
โห…ก็หินพอสมควร เวลาส่วนตัวก็มีน้อยมาก เรื่องเหนื่อยน่ะไม่ต้องพูดถึง
แต่ก็โอ.เค.ที่มีกำลังใจมาให้เยอะมาก ได้เจอผู้คนมากมาย ได้ทำอะไรหลายๆ
อย่างที่โดยปกติเราคงไม่มีโอกาสได้ทำ…
…ที่ต้องย้ำเลยก็คือ นิโคลรู้สึกชื่นใจ ที่แฟนๆ มีสิ่งดีๆ มามอบให้ตลอดเวลา
บางทีนิโคลรู้สึกเหนื่อยกับงานมาก แต่ว่าเวลาเจอแฟนเพลง
ความเหนื่อยนั้นก็หายไปได้เอง เพราะนิโคลรู้สึกว่าเขาจะมีความสุขที่ได้ดูเรา…"

(อ่านต่อฉบับหน้านะครับ)

 

นำมาจาก " นิตยสารคุณหญิง "
back