ซูเปอร์สตาร์ "นิโคล เทริโอ"

ตอนที่ 3

"…ก่อนที่จะไปเรียนนิโคลสนใจในเรื่องดรออิ้งแล้วก็ระบายสี แต่พอไปเรียนจริงๆ
แล้วกลับชอบวิชาปั้นมากที่สุด ซึ่งจริงๆ แล้วตอนที่เลือกวิชานี้ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
เหตุที่เลือกก็เพราะว่านิโคลไม่เคยปั้นมาก่อนเท่านั้น
แต่ว่าทำไปทำมานิโคลกลับรักวิชานี้มากที่สุด

นิโคลจะชอบปั้นแบบฟรีสไตล์วซึ่งจะเป็นการปั้นส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเช่นมือหรือข้อศอกอะไรอย่างนี้
เพราะมันจะสามารถถ่ายทอดอารมณ์ได้เยอะ โดยเฉพาะมือนี่จะสื่อให้เห็นได้ชัด
เช่นถ้ามีเส้นเลือดขึ้นมาเยอะก็จะดูค่อนข้างแข็ง
ส่วนมือที่ไม่มีเส้นก็จะเป็นอะไรที่อ่อนโยน
เวลาครูเขามีงานให้ปั้นนิโคลจะใช้เวลาเป็นสิบชั่วโมงเลยกับงานชิ้นเดียวคือจะไม่ยอมหลับทั้งคืน
ส่วนงานวาดนี่นิโคลก็เรียนด้วย
ผลงานที่นิโคลเก็บไว้ก็จะเป็นภาพวาดสีอะครีลิกรูปหน้าคนอะไรแบบนี้ซึ่งถ้าถามว่างานทั้งสองอย่างนี้อันไหนยากกว่ากันนิโคลคิดว่ามันก็ยากพอๆ
กันทั้งสองอย่างเลยนะคะ เพราะถ้าเราตั้งใจกับอะไรมากๆ
แล้วเราก็ต้องให้เวลากับตรงนั้น ทุ่มเทกับสิ่งๆ นั้น
สำหรับนิโคลแล้วก็เลยจะรู้สึกว่ามันไม่ต่างกัน…

ความขยันขันแข็งที่เป็นนิสัยติดตัวนั้นจึงไม่เพียงแต่จะทำให้เธอทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปเฉพาะกับการเรียน
หากเธอยังได้พอกพูนประสบการณ์ในกิจวัตรประจำวันเพื่อการเรียนรู้ด้วยการทำงานพิเศษเฉกเช่นพลเมืองอเมริกันคนหนึ่งอีกด้วย

…กิจวัตรประจำวันของนิโคลนะคะพอตื่นมาก็จะทำการบ้านหรือไม่ก็ทำรายงานแล้วส่วนมากนิโคลจะเลือกลงวิชาตอนเที่ยงๆ
บางทีก็บ่ายๆ
หรือไม่ก็ค่ำไปเลยที่จะขับรถไปโรงเรียนซึ่งบางทีก็ใช้โรลเลอร์เบลดไปเพราะว่าโรงเรียนนิโคลจะอยู่ไม่ไกลจากอพาร์ทเม้นท์มากเท่าไหร่
พอเรียนเสร็จก็จะรีบกลับบ้านไปทำกับข้าว
นิโคลชอบทำกับข้าวนะคะแต่ว่าบางครั้งก็ไม่เอาไหน ไม่อร่อยเลยแต่ก็ต้องกิน
ไม่งั้นอดตาย(หัวเราะ)
ระหว่างที่เรียนนั้นนิโคลก็ยังทำงานพิเศษขายโยเกิตที่ร้านทีซีบีวายด้วยค่ะสนุกดี
รู้สึกว่าเราได้ทำอะไรด้วยตัวเองคนเดียวจริงๆ
คือช่วงนั้นพอเรียนหนังสือเสร็จแล้วเนี่ยก็ยังพอมีเวลาว่าง
เลยอยากหาเงินเพื่อเป็นค่าน้ำมันรถอะไรแบบนี้
แล้วตัวนิโคลเองก็เป็นอเมริกันซิติเซนด้วย
ที่ประเทศอเมริกาจะมีกฎว่าคนที่ถือสัญชาติอเมริกันเป็นอเมริกันซิติเซนทุกคนจะต้องทำงาน
เพื่อที่จะเสียภาษีให้รัฐ เด็กฝรั่งที่นั่นเขาก็เลยต้องทำงานกันทุกคน…
ก่อนที่นิโคลจะไปทำงานพิเศษด้วยการขายโยเกิตที่ทีซีบีวาย
นิโคลก็เคยไปเป็นพนักงานขายโซฟามาก่อน
ซึ่งการขายของที่โน่นเนี่ยไม่เหมือนกับบ้านเรานะคะคือไม่ใช่ไปนั่งขายเฉยๆ
แต่คนขายจะต้องรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าทุกอย่าง เช่นโซฟามีกี่ชนิด ผ้าที่ใช้เย็บ
หนังที่ใช้ทำมาจากอะไร เนื่องจากเราต้องอธิบายให้ลูกค้าฟัง
ก่อนขายนิโคลจึงต้องไปศึกษาข้อมูลพวกนี้ก่อน
เรียกว่าต้องท่องจนขึ้นใจเลยว่าอะไรเป็นอะไร นิโคลก็ทำได้ประมาณ 2-3
เดือนแล้วบังเอิญตอนนั้นเพื่อนร่วมงานที่เป็นชาวแม็กซิกันที่เป็นคนขายอยู่ก่อนแล้วเนี่ยเขาค่อนข้างจะเป็นแบบว่าพอลูกค้าเข้ามาเขาก็จะวิ่งเข้าไปตัดหน้า
แบบว่าแย่งขายเพราะว่าที่เมืองนอกนี่การขายสินค้านั้นนอกจากเราจะได้เงินเดือนแล้วเขายังให้ค่าคอมมิชชั่นด้วยไงคะ
นิโคลก็เลยคิดว่าเขาอาจจะต้องการเงินมากกว่าเรา ส่วนนิโคลเนี่ยจะไม่ทำก็ได้
แต่ทำก็ดี ที่ทำเพราะอยากได้ประสบการณ์มากกว่า แล้วก็ได้เงินค่าขนมด้วย
อีกอย่างคือทางรัฐบาลเขาจะได้ไม่เพ่งเล็ง
ในที่สุดก็เลยออกมาขายโยเกิตที่ร้านทีซีบีวาย…
ที่ร้านโยเกิตนี่นิโคลก็ไปสมัครตำแหน่งผู้จัดการร้าน ซึ่งหน้าที่ที่ทำจริงๆ
สรุปแล้วก็คือต้องทำทุกอย่างตั้งแต่ผู้จัดการจนถึงคนทำความสะอาด
หลังเลิกเรียนแล้วก็จะมาเปิดร้านประมาณ 5 โมงเย็น
เริ่มจากการเข้าไปขนไอศกรีมในห้องเย็นมาเรียงที่เคาน์เตอร์
แล้วก็ต้องศึกษาหน้าตาของไอศกรีมแต่ละชนิดว่าเป็นอะไร ทำยังไง ทั้งขายทั้งเสิร์ฟ
แล้วก็คิดเงิน ก่อนกลับก็ต้องขัดพื้นแล้วก็เช็ดกระจก
กว่าจะกลับถึงบ้านก็ประมาณเที่ยงคืน นิโคลทำที่นี่มานานพอสมควรนะคะ
ซึ่งสิ่งที่ได้ตอบแทนมานอกจากค่าขนมแล้วก็คือได้กินโยเกิตฟรี
ตอนนั้นในตู้เย็นของนิโคลไม่มีอะไรเลยนอกจากโยเกิต (หัวเราะ)

มีครั้งหนึ่งที่นิโคลปลื้มมากเลยที่โรงเรียนเขาพาพวกคนพิการกลุ่มใหญ่มากินไอศกรีมที่ร้าน
แล้วนิโคลสงสารพวกเขาเพราะบางคนพูดไม่ได้ หรือไม่ก็หูหนวก ตาบอด อะไรอย่างนี้
นิโคลก็เลยบริการจนสุดฝีมือ
ดูแลพวกเขาจนอาจารย์ที่พามาเขาให้ทิปเพราะนิโคลพริการดีเป็นพิเศษค่ะ…

เมื่อคลายความกังวลกับสิ่งแวดล้อมในการปฏิบัติภารกิจประจำวันจนรู้สึกแตกต่างกับเมื่อครั้งมาเยือนเมื่อแรกอย่างสิ้นเชิง
เธอจึงเริ่มวันใหม่ด้วยความสดใสทุกวันทั้งการเรียนและการทำงาน
…จนกระทั่งวันหนึ่งเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้นำพาให้เธอเข้าไปพัวพันกับสิ่งลึกลับ
ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเธอครั้งนั้นเมื่อนึกย้อนกลับไปแล้วก็ชวนให้เธอรู้สึกขนพองสยองเกล้าได้ทุกทีไป…
…’ผี’ เนี่ยเมื่อก่อนนิโคลก็ไม่กลัวหรอกนะคะ
คิดด้วยซ้ำว่าเรื่องผีสางเป็นเรื่องงมงาย
แต่แล้ววันหนึ่งก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้นิโคลต้องเปลี่ยนความคิดนี้ไปเลย
คือวันหนึ่งนิโคลไปงานปาร์ตี้ที่บ้านเพื่อนซึ่งเป็นคนจีน แล้วอยู่ๆ
เขาก็เอาผ้ายันต์สีเหลืองๆ มาให้นิโคลบอกเอาไว้ป้องกันตัว
ตอนแรกนิโคลก็ไม่อยากรับหรอกนะคะแต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงก็เลยเอามาใส่กระเป๋าไว้เฉยๆ
ไม่คิดอะไร หลังจากนั้นก็กลับบ้านนอน พอเคลิ้มๆ
จะหลับนิโคลก็รู้สึกเหมือนว่ามีคนมานวดขาให้เลยหลับสบายไปพักหนึ่ง
แต่พอมารู้สึกตัวอีกทีก็รู้สึกว่าเขายังนวดนิโคลอยู่เลย
ตอนนั้นนิโคลก็เริ่มคิดแล้วค่ะว่านิโคลพักอยู่คนเดียวนี่นา แล้วใครมานวดให้
นิโคลเลยลืมตาขึ้นมาดูปรากฏว่าเห็นผู้หญิงแก่ๆ คนหนึ่งกำลังนั่งคุกเข่านวดขานิโคล…
ตอนนั้นนิโคลก็ไม่รู้จะทำยังไงค่ะ จะร้องก็ร้องไม่ได้เพราะว่าไม่มีเสียงเลย
จากนั้นนิโคลก็หลับต่อคราวนี้ลืมตาอีกทีก็เห็นผู้หญิงอีกคนหนึ่งมายืนอยู่ตรงหน้า
นิโคลไม่มีเสียงร้องอีกเหมือนเดิม ก็เลยหลับตาแล้วตั้งสติ
พอลืมตามาอีกทีเขาก็หายไปแล้ว
นิโคลเลยมาคิดว่าเป็นเพราะผ้ายันต์หรือเปล่าซึ่งพอคืนที่สองนิโคลก็เจออีก
เลยคิดจะเอาไปคืนเพื่อนคนที่ให้มา แต่พอไปหาก็ไม่เคยเจอเขาเลยสักครั้ง
เลยต้องเอาขึ้นไว้บนหิ้ง
แล้วก็ไปอาศัยบ้านเพื่อนอยู่หลายวันจากนั้นก็รวบรวมความกล้าชวนเพื่อนๆ
ไปนอนที่บ้านก็ยังเจอดีอีกจนได้ ซึ่งบางทีก็มีเสียงหัวเราะ นั่งๆ อยู่ไฟดับวูบ
อะไรแบบนี้ ตั้งแต่นั้นนิโคลก็เลยเชื่อว่าผีมีจริง
ส่วนยันต์อันนั้นนิโคลก็เอากลับมาด้วยคุณแม่ก็เลยเอาไปบูชาไว้บนหิ้งกับหลวงพ่อคูณที่บ้านค่ะ…"


(อ่านต่อฉบับหน้านะครับ)

 

นำมาจาก " นิตยสารคุณหญิง "
back