ซูเปอร์สตาร์ "นิโคล เทริโอ"
ตอนที่
2
"ตอนที่นิโคลไปถ่ายแบบช่วงนั้นเพิ่งจะอายุประมาณ 14-15 ยังเรียนหนังสืออยู่เลยค่ะ
คือพี่ๆ โมเดลลิ่งเขาจะชอบไปที่โรงเรียนแล้วก็จับพวกเรามาถ่ายรูป
ถ้ามีงานอะไรก็จะโทร.มาเรียกให้ไปเทสต์ ซึ่งนิโคลก็ไปเพราะคิดว่าน่าสนใจดี
พอไปเทสต์ก็ได้งานมา
จริงๆ แล้วก็เป็นแค่ช่วงระยะเวลาเดียวนะคะที่มีงานเข้ามาเยอะ
นิโคลคิดว่าช่วงนั้นถ้าใครได้ออกโฆษณามาชิ้นหนึ่งเนี่ยเราก็จะได้เห็นเขาในงานชิ้นอื่นๆ
ด้วย แล้วก็จะเห็นเขาเยอะขึ้นเรื่อยๆ เพราะลูกค้าเขาจะเจาะจงเอาคนที่เห็นหน้าบ่อยๆ
มาโฆษณาสินค้าของเขา สินค้าที่นิโคลเป็นพรีเซนเตอร์ให้ตอนนั้นก็มีเพี้ยซ
โฟมล้างหน้า ใกล้ชิด สครูเพิล ฟูจิ ซุปไก่ ฯลฯ
นอกจากนี้ก็มีถ่ายแบบในนิตยสารบ้างค่ะ
แม้ทุกอย่างจะเริ่มไปได้สวยแต่เมื่องานที่ทำเริ่มมีผลกระทบกับการเรียน
เธอจึงจำต้องตัดใจเลือกที่จะทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนจนเริ่มห่างหายไปจากงานในวงการ
พอมีงานเข้ามาเยอะ นิโคลก็ต้องเริ่มมีโดดเรียนบ้าง
เพราะบางครั้งเขาจะถ่ายวันธรรมดาที่นิโคลต้องเรียน
แค่ครั้งสองครั้งแรกก็ยังโอ.เค.นะคะ แต่พอรู้สึกว่าเริ่มมากขึ้นแล้ว
คุณพ่อคุณแม่ก็เลยไม่อนุญาตให้รับงาน
เพราะรู้สึกว่าการเรียนของนิโคลเริ่มจะไม่ดีแล้ว นิโคลก็เลยต้องหยุด
แล้วก็หันมาเรียนให้มากขึ้น
หลังจากตัดสินใจหยุดพักการเป็นดาราหน้ากล้องเพื่อจะให้เวลากับตำรับตำราเรียนอย่างเต็มตัวแล้ว
ในที่สุดลูกไม้ก็หล่นไม่ไกลต้นเมื่อเธอเริ่มดำเนินรอยตามผู้เป็นพ่อ
ด้วยการหันเหไปเป็นนักจัดรายการวิทยุ (มือสมัครเล่น)
คุณพ่อนิดคลทำงานกับ ททท. ก็จะเขียน-อ่านสารคดี อ่านสปอตหรือไม่ก็โปรดิวซ์บ้าง
ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว
นิโคลกับคุณแม่ก็เลยจะได้ไปเที่ยวกับคุณพ่อด้วย ตอนเด็กๆ
บางทีนิโคลก็ได้ช่วยคุณพ่อทำงาน เช่นให้นิโคลไปสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวอะไรแบบนี้
ซึ่งนิโคลจะขี้อายมากเลยรู้สึกเครียดเวลาต้องไปสัมภาษณ์เขา
แต่พอทำได้นิโคลก็จะดีใจมาก ตอนนั้นอายุประมาณ 7 ขวบได้มั้งคะ
นอกจากนี้นิโคลก็ได้อ่านสปอตโฆษณาทางวิทยุกับพ่อด้วย
แล้วตอนเรียนปีหนึ่งที่เอแบคนี่จะเป็นอะไรที่สนุกมาก
เพราะนิโคลได้ทำหน้าที่เป็นดี.เจ.จริงๆ ที่คลื่น 97 FM. ทำตั้งแต่รับโทรศัพท์
หาเพลง เปิดสปอตโฆษณา คนโทร.เข้ามาขอเพลงนิโคลก็จะเปิดให้
คอนโทรลเครื่องเองทั้งหมดทุกอย่างอะไรแบบนี้
ยิ่งเสาร์-อาทิตย์นี่นิโคลจะสนุกมากเลยค่ะ
จนกระทั่งเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยความตั้งใจที่จะศึกษาวิชาศิลปะ
ก็ทำให้เธอรวบรวมความกล้าออกปากขอคุณพ่อคุณแม่เพื่อไปศึกษายังต่างบ้านต่างเมือง
ตอนที่นิโคลเรียนเอแบค ก็เรียนสาขาธุรกิจ
พอเรียนมาได้ปีหนึ่งก็รู้สึกว่าเครียดเรื่องเลข ไม่สนุกแล้ว จะปวดหัวมากกว่า
นิโคลก็เลยคุยกับทั้งคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเรียนศิลปะที่เมืองนอก
เพราะนิโคลชอบวาดรูปอยู่แล้ว แล้วคุณปู่นิโคลก็เป็นนักวาดรูป
ซึ่งท่านมีแกเลอรี่ของตัวเองอยู่ที่แคลิฟอร์เนียด้วย
คุณปู่จะชอบวาดภาพเป็นซีรี่ส์อะไรแบบนี้
แล้วท่านก็จะสอนนิโคลมาตั้งแต่เด็กก็เลยทำให้นิโคลสนใจ
แรกๆ คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ยอม นิโคลเลยต้องเรียนที่เมืองไทยให้จบก่อน
หลังจากนั้นนิโคลก็ไปคุยอีกจนท่านยอม เพราะนิโคลสมัครเรียนที่โน่นไปก่อนแล้ว
พอเขาตอบรับมานิโคลก็เลยไปบอกมามี๊ ว่าโรงเรียนเขารับนิโคลแล้วนะอะไรอย่างนี้
มามี๊ก็เป็นห่วงนะคะแต่ก็ตกลงให้นิโคลไปได้
บอกถ้านิโคลมั่นใจว่าสามารถอยู่คนเดียวได้ทำอะไรเองได้หมดก็โอ.เค.
เพราะเขารู้ไงคะว่าเราต้องไปเจอกับอะไรบ้าง
แล้วเธอก็บินลัดฟ้าพาร่างอันบอบบางหอบสัมภาระข้ามน้ำข้ามทะเลไปเผชิญโลกตามที่ได้ตั้งใจไว้
โดยไม่ย่อท้อกับอุปสรรคหรือภูมิอากาศที่แปรปรวน ซึ่งต่างจากประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง
ความจริงแล้วตอนนั้นคุณพ่อนิโคลก็อยู่ที่อเมริกาแล้วก็ยังมีญาติอยู่ที่แคลิฟอร์เนียด้วย
แต่นิโคลไม่ได้ไปอยู่กับเขา
เพราะว่าต้องการลองใช้ชีวิตด้วยตัวเองดูเพื่อความแข็งแกร่งก็เลยตัดสินใจแยกไปอยู่คนเดียว
อีกอย่างคือนิโคลชอบที่จะอยู่ในเมืองหนาวด้วยไงคะ
แต่ที่บ้านของคุณพ่อเป็นเมืองร้อนก็เลยอยู่กันคนละฟากของประเทศเลย
คือนิโคลไปเรียนที่แมสซาชูเสตส์ก่อน พอปีสุดท้ายก็ย้ายไปชิคาโก อิลลินอยส์
เรียนที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งนิโคลอยากเข้ามาก
พอนิโคลได้เรียนที่นี่ก็เลยดีใจมาก ที่ชิคาโกนี่นิโคลอยู่อพาร์ทเมนท์
ที่นั่นเขาจะเป็นเมืองที่มีตึกสูงเยอะมาก คิดดูชั้นที่นิโคลอยู่เป็นชั้นที่ 50 แล้ว
และก็ยังมีชั้นบนขึ้นไปอีกนะคะ แล้วที่ชิคาโกเนี่ยเวลาหนาวก็จะหนาวมาก
เวลาร้อนก็จะร้อนมาก อย่างหน้าหนาวนี่มีอยู่ปีหนึ่งอุณหภูมิ
80ฟาเรนไฮต์จนประเทศเขาต้องมีการประกาศเลยว่าห้ามยืนเฉยๆ มากกว่าห้านาที
ไม่อย่างนั้นจะแข็งตาย
ปีนั้นนิโคลก็เลยหนีไปแคลิฟอร์เนียเลยค่ะ
ตอนไปอยู่ใหม่ๆ ถึงแม้นิโคลจะรู้ภาษาอยู่แล้ว
แต่นิโคลก็กลัวมากค่ะเพราะไม่เคยไปใช้ชีวิตคนเดียวแบบจริงๆ จังๆ มาก่อน
ก่อนหน้านั้นก็แค่ไปเที่ยวกับครอบครัวพอต้องไปใช้ชีวิตแบบลำพังคนเดียวที่นิโคลต้องทำอะไรหลายๆ
อย่างเอง เช่นเปิดบัญชีธนาคาร ต่อทะเบียนรถเอง ซึ่งทุกอย่างเราต้องไปเจรจาเยอะแยะ
แรกๆ ก็เลยกลัว เพราะเราต้องแก้ปัญหาให้ได้ด้วยตัวเองจะพึ่งใครไม่ได้เลย
แต่พอมาช่วงหลังๆ ชินกับพื้นที่แล้วก็เลยไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่
นิโคลคิดว่าการที่เราไปอยู่ที่นั่นคนเดียวทำให้ได้ประสบการณ์มากมาย
เพราะชีวิตจะแตกต่างจากเดิมเยอะ
และประสบการณ์ที่ได้รับก็สามารถนำมาใช้ได้เลยกับชีวิตในปัจจุบัน
(อ่านต่อฉบับหน้านะครับ)
นำมาจาก
" นิตยสารคุณหญิง "
back