เรื่องราววันสบายๆ กับ นิโคล เทริโอ
ข อ ย้ อ น อ ดี ต ไ ป สั ก ห น่ อ ย น ะ ค รั บ

ห่างหายไปเนิ่นนานหลังจากงานเพลงชุดแรกออกมาและประสบความสำเร็จ จนเธอคนนี้เป็นที่รู้จักของแฟนเพลงกันโดยถ้วนหน้า ช่วงนี้ไม่ว่าเธอจะบ่มพักงานชุดใหม่ไปถึงไหนแล้วก็ตาม เชื่อว่าคงเป็นที่สนใจของแฟนเพลงอยู่ไม่น้อย ในวันสบายๆ วันหนึ่ง...เราจึงได้นำเรื่องราวเหล่านี้ของเธอมาฝากกัน

พูดถึงงานในช่วงนี้เป็นอย่างไนบ้างคะ

คือตอนนี้ก็มีทัวร์เรื่องงานเพลงอยู่นะคะ ส่วนอัลบั้มใหม่ก็ยังอยู่ในช่วงของการเตรียมงาน ประมาณ 50% ไปแล้วค่ะ

ได้มีส่วนในการนำเสนองานชุดใหม่อย่างไรบ้าง

ชุดนี้ก็คือได้ออกความคิดเห็นบ้างว่าต้องการแบบไหน คือทำงานร่วมกัน นิโคลคิดว่าคอนเซ็ปต์คงยังบอกไม่ได้ว่าจะออกมาเป็นแบบไหน ก็แปลกไปอีกแบบหนึ่ง จะไม่เหมือนชุดแรกแน่นอน ก็ออกมาเป็นธรรมชาติๆ  ไม่ได้เน้นว่าจะต้องโตกว่าชุดแรกนะคะ

กับชุดที่ผ่านมาละคะ

ที่ผ่านมานิโคลก็พอใจมากกับงาน ทุกอย่างที่มาจากอัลบั้มกะโปโล ก็คือดีใจมาก เพราะว่าประสบความสำเร็จ แล้วรู้สึกว่าที่ทุกคนทำงานไปก็หายเหนื่อย นิโคลดีใจมากเพราะพี่ๆ โปรดิวเซอร์ทุกคนแฮปปี้ด้วย

แต่ก็คือชุดนี้มีส่วนร่วมมากกว่าชุดแรกแน่นอน

ค่ะ...เป็นเพราะมีการคุยกันมากกว่าเก่า แต่ก็อย่างที่บอกว่ายัง 50-50 อยู่ ซึ่งอีก 50 นี่ นิโคลยังไม่รู้ว่ามันจะออกมาในรูปแบบไหน ไม่ทราบว่าจะมีอะไรเพิ่มเติม แปลกใหม่ไปกว่าที่ทำมาอยู่หรือเปล่า ยังบอกไม่ได้ ก็น่าจะเสร็จปีนี้แน่นอน คงไม่ถึงปลายปีค่ะ แต่ตอนนี้คงยังบอกอะไรมากไม่ได้ อย่างเรื่องของเนื้อร้องทำนอง ก็มีไอเดียอยู่นะ แต่ยังไม่ได้เขียนออกมา ต้องดูไปก่อนว่าจะมีส่วนร่วมตรงนี้หรือเปล่า

ได้เรียนหรือทำอะไรเพิ่มเติมไหมในช่วงที่หยุดงานเพลงไป

ก็คือเรียนแอ็คติ้ง ตอนนี้ก็ยังเรียนอยู่ คือเรียนไว้เป็นความรู้ เพราะด้วยการเล่นมิวสิกวีดีโอ หรือคอนเสิร์ต หรืออะไรก็ตาม หรือแม้กระทั่งฟีลลิ่งในการร้องเพลงก็คือมีส่วนกับที่ครูแอ๋วสอน เอาจากที่ตัวเราออกมา เขาจะสอนวิธีที่เอาอะไรในตัวเราออกมาให้เป็นธรรมชาติที่สุด

ไม่คิดว่าจะได้ใช้ในงานแสดง คืออาจจะมีติดต่อเรื่องละครเข้ามา

จริงๆ เรื่องของการแสดงก็อยากแสดงก็อยากแสดงมานานแล้วนะ แต่ว่าทัวร์คอนเสิร์ตต่างจังหวัดค่อนข้างนาน งานละครหรือหนังมันก็ต้องใช้เวลากับมันมาก ในอนาคตก็คิดอยู่เหมือนกัน ต้องดูเวลาว่าได้ไหม นิโคลเล่นได้ไหมอันนี้ก็สำคัญ

ติดเรื่องของเวลา

ใช่แล้วค่ะ ที่เล่นไม่ได้เพราะติดเรื่องของเวลาอย่างเดียว

ได้อะไรจากเรียนแอ็คติ้งตรงนี้บ้าง

ก็จริงๆ แล้วมันหลายส่วน อย่างเรียนกับครูแอ๋วก็คิดเรื่องเพลงมากกว่า เพราะว่าเนื่อเพลงของเราที่ได้มาทำอย่างไรให้ฟีลลิ่งดีที่สุด มากที่สุด สื่อออกไปก็คือเราต้องเชื่อในคำที่เราร้อง เราต้องเชื่อในเหตุการณ์ของเพลง ซึ่งพอเราทำตรงนั้นได้ เพลงมันก็จะออกมาเป็นฟีลลิ่ง

นั่นคือสิ่งที่ขาดไปในงานชุดแรกด้วยไหม

คิดว่าไม่ขาดนะคะ แต่ก็อยากให้ออกมาดีขึ้น เราก็อยากให้ผลงานเพลงชิ้นต่อๆ ไปดีขึ้นเรื่องๆ อย่างระหว่างเรียนก็จะมีความเข้าใจมากขึ้น พอเรียนกับครูแอ๋วจะเอาเนื้อร้องที่เคยร้องมาถอดใหม่เลย มาทำความเข้าใจใหม่ แล้วก็รู้สึกว่าเวลาเราร้องคอนเสิร์ต รู้สึกว่าเราจะฟีลลิ่งมากกว่าเดิม คือตอนร้องในห้องอัดฟีลลิ่งมาอยู่แล้ว แต่เพราะเราร้องมานานมาก บางทีพอเราร้องก็ลืมๆ ไป ลืมวาตรงนั้นตรงนี้เราใส่อารมณ์อย่างไร แบบที่โปรดิวเซอร์เคยพูดในห้องอัดเราก็ลืม ครูแอ๋วก็ดึงกลับมาใช้ใหม่

พูดถึงเนื้อหาในชุดใหม่

คิดว่าน่าจะโตขึ้น แต่นิโคลก็อยากให้ทุกคนฟังเพลงแล้วเข้าใจกับเนื้อหา สามารถเอาตัวเองไปใส่ตรงนั้น เหมือนนิโคลเวลาฟังเพลงก็จะชอบไปกับเพลง รู้สึกไปกับเพลง ก็อยากให้คนฟังรู้สึกอย่างนั้นบ้าง

แต่ก็คือพอใจกับงานชุดแรกที่ผ่านมา

ใช่ค่ะ...ที่ผ่านมาที่ได้รับนอโคลพอใจกับตรงนั้นมากพอใจมากๆ ก็ดีใจมากเลยที่ทุกอย่างไปได้ดี ที่รู้สึกว่าต้องเพิ่มเติมคงจะเป็นการแสดงบนเวที สมมติว่าอยากจะมีการพูดกับคนฟังมากๆ ซึ่งตอนแรกนิโคลจะพูดไม่คล่อง แล้วก็เข้าเพลงไม่เก่ง แต่พอทัวร์เบอะๆ อย่างไปใต้เราก็พยายามพูดสำเนียงของเขา ไปใต้ก็พยายามพูดสำเนียงใต้ อีสานก็พูดสำเนียงบ้านเขา นิโคลเรียนรู้เองเหมือนเราไปอยู่บ้านเขา เราก็พยายามพูดภาษาสำเนียงเขา ถึงแม้ผิดเขาก็ยังรู้สึกดีอยู่ ก็อยากจะทำตัวให้เข้ากับคนที่เราไปเล่นคอนเสิร์ตให้ได้เยอะๆ

เรียนจากไหนคะเรื่องของภาษานี่

เรื่องภาษาสำเนียงท้องถิ่น นิโคลเรียนจากคนขับรถค่ะ เพราะขับรถมานานเป็นสิบๆ ปีเขาก็จะรู้หลายภาษาก็จะให้เขาสอนให้ อีสานจะง่ายหน่อย ใต้นี่ยากมาก ต้องให้คนขับพูดให้ฟังก่อน นิโคลก็ท่องตาม แค่ขึ้นไปก็ผิด แต่คนฟังก็ยังให้อภัยนะ (หัวเราะ)

คาดหวังไว้แค่ไหนในชุดแรก

ตอนเข้ามาในวงการ เข้ามาครั้งแรกนี่นิโคลก็พยายามบอกตัวเองว่าอย่าหวังมาก เพราะเราไม่มีสิทธิ์รู้เลยว่าจะเป็นอย่างไร เศรษฐกิจก็กำลังแย่ ตอนนิโคลเข้ามาเป็นช่วงกำลังเริ่มแย่พอดี นิโคลก็คิดว่าเราทำดีที่สุดแล้ว

แล้วชุดสองละคะเกร็งไหม

สำหรับชุดสองนี่ นิโคลก็ไม่ได้หวังมาก ที่คิดก็คือเรื่องงานที่ทำไปแล้วผลจะเป็นอย่างไรก็ค่อยไปลุยกับมันมากกว่านะ

 เรื่องของการแสดงก็ยังต้องรอติดตามกัน

เรื่องของการแสดงต่อไปถ้ามั่นใจว่าเล่นได้ก็เล่นนะ เพราะอยากเล่นอยู่แล้ว มีความรู้สึกว่าเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ต้องใช้ความสามารถ แต่ว่าอยากเรียนรู้ไปเยอะๆ ก่อนแล้วค่อยมาทำมากกว่าค่ะ

มีติดต่อมาบ้างไหมคะ

ที่ผ่านมาก็มีติดต่อเข้ามาบ้าง แต่ต้องปฏิเสธไปไม่ใช่ว่าเหตุผลไม่อยากทำ แต่เวลาไม่ได้ ซึ่งก็เสียดายมากเพราะมีบางเรื่องที่อยากเล่นด้วยนะ

ก็คืออย่างที่บอกว่าขึ้นอยู่กับเวลาจริงๆ

ก็เป็นส่วนหนึ่ง เพราะต่อไปถ้ามีเวลาตรงนั้น หรือมีงานที่อยากเล่น แต่ถ้าเลือก นิโคลเป็นนักร้อง ก็คงต้องเลือกร้องเพลงก่อนนะ คงให้ความสำคัญกับการร้องเพลงมากกว่าการแสดงอยู่แล้ว

แล้วการร้องเพลงพิเศษร่วมกับ 911 เป็นยังไงบ้าง

การร้องเพลงร่วมกับ 911 สำหรับนิโคล ตอนนี้ที่แกรมมี่ก็ได้พัฒนาไปเป็น Global แล้ว ซึ่งทุกคนก็ตื่นเต้นมากกับสิ่งนี้ อยากมีอะไรอย่างนี้เข้ามาอีก เพราะว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีค่ะ 911 เขาก็เป็นกลุ่มที่มีความสามารถ แล้วเขาก็มีประสบการณ์ทั่วโลก ได้ร่วมงานกับเขาก็เป็นเกียรติ ถือว่าโชคดีแล้ว นิโคลก็ได้เรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ที่ชัดเจที่สุดก็คือการร้องเพลง เพราะเมื่อก่อนนี้นิโคลก็เริ่มร้องเพลงภาษาอังกฤษมาก่อน ซึ่งไม่จำกัดเรื่องโน้ตหรือความยืดของคำ แต่ภาษาไทยจะเป็นภาษาที่จำกัดมาก จะมีขึ้นมีลง คำต้องกระชับ จะร้องยืดๆ ยานๆ ก็ไม่ได้แล้วพอมาร้องกับ 911 ก็ร้องกระชับเชียว เขาบอกสบายๆ ไม่ต้องกระชับมาก ก็เลยปล่อย ก็รูสึกดีไปอีกแบบ

คิดเรื่องการเป็นอินเตอร์บ้างไหม

คิดเรื่องอนาคตมากกว่าค่ะ คือในอนาคตเราจะร่วมงานกับใคร เราก็ยังไม่รู้หรอก ตรงนี้ต้องขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ แต่เรื่องไปอินเตอร์สำหรับนิโคลแล้ว คิดว่าคงแล้วแต่ผู้ใหญ่มากกว่า อีกอย่างถ้าให้นิโคลไปเป็นนักร้องอินเตอร์ ไม่ร้องเพลงไทยให้คนไทยฟัง คงยังค่ะ นิโคลชอบบรรยากาศที่อยู่ตอนนี้มากกว่า ขนาดทัวร์ประเทศไทยเรายังทัวร์ไม่หมดเลย เมื่อไทยมีหลายจังหวัด แต่ละจังหวัดก็มีหลายที่มาก มีทั้งอินดอร์ เอาท์ดอร์ มีในผับเล็ก ผับใหญ่ แค่นี้ทั้งปีก็ไม่ทั่วแล้ว ถ้าจะมีคนมาติดต่อก็คงต้องคิดอีกที 

เป็นเพราะกลัวด้วยหรือเปล่า

ส่วนหนึ่งเราต้องกลัวอยู่แล้วเพราะมันใหญ่โตเกินที่จะคิดไปได้ว่าไปตรงนั้นเราะทำอะไร แบบทั่วโลก คือเราไม่คิดว่าจะไปถึงขนาดนั้น ก็เลยไม่คิดว่าจะทำอย่างไร หรือเอาไหม

จากฟีดแบคจากชุดพิเศษ 911 เป็นยังไงบ้านละคะ

การตอบรับจากงานที่ร่วมกันทำ คนฟังเขาก็ชอบนะคะ เคยสัมภาษณ์กับ 911 ที่รายการวิทยุ มีคนฟังโทรเข้ามาเขาก็ชอบ เพลงก็ขึ้นอันดับ ก็รู้สึกดี คนไทยก็ชอบเพลงสากล แล้วเขาก็ชอบเพลงที่นิโคลร้องด้วย

ไปทัวร์คอนเสิร์ตมาเป็นอย่างไรบ้างในแต่ละที่

จริงๆ แล้วความฝันสูงสุดของนิโคล ก็คือประสบการณ์ที่ผ่านมาตรงนี้ที่บอกความรู้สึกว่าเราประสบความสำเร็จแค่ไหน คือไปผับๆ หนึ่งแล้วคนไม่มาก เป็นผับค่อนข้างเล็ก แต่คนไม่มากเลย แล้วเป็นบรรยากาศที่คนไม่มาเฮฮาเพื่อฟังเพลงของนิโคล เขาก็นั่งดื่ม นั่งทานของเขาไป แล้วก็เป็นหนึ่งอย่างที่เรียนรู้ว่า ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน ไม่ว่าเราจะดังหรือไม่ เราไม่มีทางรู้เลยว่าคืนนั้นที่เราเล่นมันจะออกมาเป็นอย่างไร คนอาจจะต้อนรับแล้วคนอาจจะเยอะมาก หรือว่าคนน้อยมากและเขาอาจจะไม่ได้ฟังเราอย่างเดียว เราต้องเตรียมใจไว้ แล้วนิโคลก็เคยเจอที่คนน้อย แล้วดูเขาไม่ค่อยเอนจอยกับเรา นิโคลก็ร้องเพลงให้เขาฟังไปเรื่อยๆ พอมาที่น่านก็เจออีกแล้ว ทำยังไงเนี่ย ตายแล้ว โอเค ร้องเพลงอย่างเดียวก็แล้วกัน ร้องเพลงแล้วก็รีบจบรีบกลับบ้าน เพราะว่าไม่รู้จะทำได้ไหม แต่ว่าร้องไปนิโคลเริ่มพูดกับคนดู เริ่มแซว เริ่มแบบพูดกันเป็นโต๊ะๆ เลย เพราะว่าเรารู้สึกกันเอง เรารู้สึกเฮฮา สนุกที่สุดที่เคยเล่นมา สนุกกว่าคนเป็นหมื่นอีกนะ แล้วเขาก็คลกับเรา พูดอะไรเขาก็ขำ วันนั้นคือวันที่นิโคลประทับใจที่สุดแล้วในคอนเสิร์ตที่เคยเล่นมานะ

คือเป็นการณ์เรียนรู้ด้วยตัวเอง ด้วยประสบการณ์

ใช่ค่ะ เป็นการเรียนรู้ว่าไม่ใช่ต้องให้คนดูเข้ามาหาเรานะ แต่เราเข้าไปหาแล้วทำให้นิโคลรู้ว่า จริงๆ แล้วมันไม่เกี่ยวกับไปแสดงแล้วต้องมีคนเป็นหมื่นเป็นแสนแล้วต้องกรี๊ดตลอด แต่มันเป็นด้วยบรรยากาศ แต่อันนี้คือความสามารถของเราจริงๆ เราค่อยๆ ดึงเขามาหาเรา แล้วเขาก็เริ่มดึงเราไปหาเขา แล้วมันก็เป็นการโต้ตอบกันอย่างไม่เคยเจออย่างนั้นมาก่อน ก็ดีใจเลย ครั้งแรกที่รู้สึกอย่างนั้น ขึ้นรถตู้ยิ้มแบบมีความสุขมาก แล้วนั่นคือคนน้อยที่สุดเท่าที่นิโคลเคยเล่นมา ประมาณร้อยกว่าคนได้

เข้ามาสัมผัสกับวงการนี้จริงๆ รู้สึกอย่างไรบ้าง

จริงๆ แล้วตั้งแต่นิโคลรู้ตัวว่าจะได้เป็นนักร้อง ก็เตรียมตัวมาตลอด ผู้ใหญ่ก็บอกว่าอย่างนี้ๆ นะ แต่ว่าเตรียมอย่างเดียวมันไม่พอมันต้องเจอ (หัวเราะ) แล้วเราก็จะรู้ว่าชีวิตส่วนตัวก็จะหายไป ทำอะไรก็ต้องรู้ตัวเองว่าเราทำอะไรอยู่ ต้องรู้ตัวตลอด แต่ว่าพอเข้ามาจริงๆ ก็รู้ว่ามันยากกว่าที่เราคิด ที่จะสามารถทำให้ทุกคนแฮปปี้ด้วย ก็คือหลายคน แล้วเราคนเดียวมันก็ค่อนข้างที่จะเป็น บางทีเราก็คิดวาเราทำไม่ได้ แต่พออยู่ไปมันก็... ชีวิตมันก็เหมือนเดิมนะ พูดถึง แต่ว่าช่วงแรกๆ เราตกใจมั้ง ตอนนี้ก็เริ่มชินมากกว่า

ได้รับคำปรึกษาจากใครไหม

คนที่แนะนำตลอดก็จะเป็นพี่ๆ โปรดิวเซอร์ที่แกรมมี่แกรนด์เขาจะเป็นผู้ใหญ่มาก และอยู่ในวงการนี้มาเป็นสิบๆ ปี มีอะไรนิโคลก็จะเข้าไปคุยก็จะให้คำแนะนำตลอด แล้วเขาก็จะหัวเราะตลอดว่าเดี๋ยวก็ชินๆ คิดกลับไปแล้วก็เห็นว่ามันไม่มีอะไรเลย ซึ่งมันก็จริง สรุปคือทุกวันนี้เรามาทางที่ถูกแล้ว แล้วก็ไม่มีเสียดายหรือไม่ชอบ คือคิดว่ามาถูกทางแล้วมากกว่า

พูดถึงโครงการอื่นๆ บ้าง ในช่วงนี้มีอะไรพิเศษ หรือคิดอะไรไว้ในใจบ้าง

โครงการอื่นๆ นิโคลก็เริ่มระบายสี แต่ไม่ชัวร์นะ คือนิโคลกำลังระบายสีเยอะๆ เป็นสีน้ำมัน เพ้นท์ติ้ง และตั้งใจว่าอาจจะเอาตรงนี้ ไปเปิดประมูลขาย ไม่เอาแพงๆ นะ แบบว่านิดๆ หน่อยๆ แล้วเราก็ไปเข้ามูลนิธิช้าง หรือสัตว์กำพร้า หรือเด็กกำพร้า แต่นิโคลยังไม่ได้ทำเลย คือนิโคลอยากจะบริจาค ก็คิดว่าทำอย่างไรดีนอกจากเปิดคอนเสิร์ตเนี่ย น่าจะมีอะไรอื่นๆ ที่เป็นอีกแบบหนึ่ง ก็คิดไปเรื่อยๆ แล้วเราก็ทำแบบนี้ได้ คืออยากบริจาคเพราะเห็นช้างเดินในกรุงเทพฯ แล้วแย่มาก ใจหนึ่งก็อยากให้ แต่ให้ไปก็ไม่รู้ว่าเราสนับสนุนเขาหรือเปล่า ถ้าไม่ให้ช้างก็หิว ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี คงต้องแก้ปัญหานี้ซึ่งมันก็ค่อนข้างยากนะ ตอนนี้ก็เริ่มๆ ทำได้เก้าชิ้นแล้ว นานมากเพราะถ้าเหนื่อยนิโคลก็ทำงานตรงนี้ไม่ได้ เวลาว่างก็ไม่ค่อยมี ก็เลยเหมือน ค่อยๆ ทำไป ตอนนี้ก็มีแต่งานเพ้นท์เพราะงานศิลปะอื่นๆ นิโคลก็ไม่มีอุปกรณ์นะ

แต่ถึงอย่างนั้นนี่ก็คือความตั้งใจจริงของสาวน้อยคนนี้ "นิโคล เทริโอ" ซึ่งดูจะเหมือนความฝันอันแสนน่ารักและน่าติดตามทีเดียว ใครที่คิดถึงงานเพลงของเธอ ได้ฟังเรื่องราวสบายๆ ของเธอกันแล้ว ก็คงทำให้หายคิดถึงกันไปได้บ้างละนะ

 

brought to you by นิตยสาร วัยน่ารัก

 

back