นิโคล เทริโอ
แคร์ความรู้สึกแม่มากที่สุด

เป็นไงบ้างกับการเป็นลูกคนเดียวของเรา

พ่อ-แม่ ก็ไม่ได้ปล่อย ไม่ได้ตามใจ ก็มีรางวัลให้คือเลี้ยงพอดีๆ เที่ยวได้บ้างแต่ก็ไม่มากไป

มีวีรกรรมอะไรบ้าง

ก็มีแบบวิ่งขึ้นบันได วิ่งเร็วมากแล้วลื่นตกลงมา ปากเปิดหมดเลยต้องไปเย็บหลายเข็ม หรือว่านั่งข้างบันไดแล้วเรียกหมาให้มาพอหมามาปุ๊บรีบลุกหัวกระแทกกับแง่ตรงราวบันไดต้องเข้าโรงพยาบาล (หัวเราะ) อุบัติเหตุมันจะอยู่แถวบันไดเนี่ย

คุณพ่อ-คุณแม่ หวงไหม

ไม่หวงแต่เป็นห่วง ตอนเด็กๆ นี่ทั้งหวงและเป็นห่วง เพราะเป็นลูกคนเดียวและเป็นผู้หญิงด้วย ส่วนตอนนี้เป็นห่วงอย่างเดียว เป็นห่วงสุขภาพ แต่พ่อ-แม่ก็รู้ว่า โอเค...ก็สบายดี ทำงานตรงนี้มีคนดูแลเยอะแยะ

เด็กๆ เราเลี้ยงง่ายไหม

รู้สึกว่าแม่เคยเล่าให้ฟังว่าดื้อเงียบ คือแม่บอกว่าไม่ให้ทำอะไรก็ไม่ทำ แต่คือไม่ใช่งอน...แต่เซ็งอ่ะ แม่ก็บอกว่าถ้าไม่เข้าใจตรงไหน เหตุผลที่ไม่ให้ทำเนี่ยต้องถามนะ จะได้เข้าใจ จะได้รู้ว่าเพราะอะไร

เด็กๆ เคยโดนตีบ้างไหม

ไม่เคยเลย ไม่เคยเลยในชีวิต...เคยครั้งเดียวเอง (ยังไง) คือเอามือไปแหย่ปลั๊กไฟแล้วพ่อก็ตีมือ ก็ร้องไห้ เพราะว่าพ่อ-แม่ไม่เคยตีเลยเกิดมา เฮิร์ทมาก

ส่วนมากมีอะไรจะคุยกันมากกว่า

จะคุยแล้วจะดู แม่เนี่ยถ้าดูคือจะดูอะ ทำไมอะ บอกแล้วไง แต่ถ้าเป็นพ่อเนี่ยจะไม่มีการขึ้นเสียงหรืออะไร แต่ว่าพ่อจะเรียกชื่อเต็มๆ ถ้าดีๆ เนี่ย พ่อจะเรียกนิกกี้ธรรมดา แต่ถ้าเป็นเรื่องซีเรียสเขาจะเรียกนิโคล ถ้าเป็นเรื่องที่โดนแน่นอนงานนี้ (หัวเราะ) ก็จะเรียกเต็มยศเลยว่า นิโคล แองเจลิค เทริโอ คัมเฮีย คือมานี่ด่วนคุณพ่อจะคุยด้วย แค่นี้ก็หนาวแล้ว

พูดถึงเรื่องการเรียนบ้าง ไปโรงเรียนครั้งแรกจำได้ไหม

ไปเรียนครั้งแรก เป็นคนขี้คุยขี้เล่นกับเพื่อนในห้อง เป็นคนที่ไม่ค่อยฟังครู กลับบ้านนี่คือแม่จะดูอยู่แล้วเรื่องการบ้าน แต่ว่าถ้าเราไม่ได้ฟังมาเราก็ทำไม่เป็น แล้วก็จะใช้เวลามากกว่าคนอื่นที่จะเข้าใจ นี่คือปัญหามาหลายปีจนโตถึงจะรู้ว่า เออ...ถ้าเราฟังในห้องเรียนเนี่ยมันตัดเวลาไปเยอะเลย คือไหนๆ ก็ต้องนั่งอยู่แล้ว ก็ตั้งใจฟังซะกลับบ้านจะได้ไม่ต้องขวนขวายอ่านมาก

เป็นคนชอบไปโรงเรียนไหม

วันแรกของโรงเรียนจะชอบ เพราะจะมีพวกอุปกรณ์ เครื่องแบบอะไรใหม่ๆ แล้วจะได้เจอเพื่อนเนี่ยจะชอบอยู่แล้ว แล้วก็ช่วงสอบเนี่ยจะเครียด แต่สอบเสร็จนี่จะดีใจมาก เพราะว่ามันจะมีปิดเทอม

ผลการเรียนของเราเป็นอย่างไรบ้าง

เด็กๆ อย่างอนุบาลเนี่ย โห! รุ่งโรจน์เลย ป.1-2-3 โลดเลย แต่พอเริ่ม 4-5-6 นี่ไปอเมริกา แล้วอเมริกาเนี่ยเขาจะสอยง่ายกว่าบ้านเรา พอกี้ไปกี้ง่ายเลย ทั้งเลขทั้งอะไรได้ พอกลับมาเมืองไทยเนี่ย เพราะตรงโน้นเขาสอนง่ายกว่า พอเรากลับมานี่เราแย่เลย แย่มากๆ เลย ได้ C ได้ 1.8 ก็ดี 2.0, 2.5 ก็มี มี D มี C

จากเมื่อก่อน 3-4 เกรดเริ่มตกแล้วเป็นไงบ้าง

เด็กนี่สำคัญมากเลยที่พ่อแม่ต้องนั่งคุยด้วย แต่กี้ก็มีความรู้สึกว่า เราเรียนมานี่เราได้เกรด C, D เราก็ยังมีแม้จะได้มาตัวเดียว ทำแทบตายแสดงว่าเราเป็นคนเรียนไม่เก่ง แล้วก็เลยนึกไปเลยว่าเราจัดอยู่ในพวกเรียนไม่ดี จัดไปเองเลยนะ แล้วก็คิดไปอย่างนั้นน่ะ บอกตัวเองตลอดว่าเราเป็นคนเรียนไม่เก่งนะ ทำได้ก็ได้เท่านี้ 100% ก็เท่านี้ก็เลยไม่พยายามไง แต่พอบอกกับพ่อแม่เขาจะบอกไม่ได้ เราจะมาหยุดอยู่ตรงนี้ได้ไง แล้วก็ทำไปทำมามันก็ดีขึ้น จะมาดีตอนมหาวิทยาลัยค่ะ มีความนู้สึกว่าเงินทองก็หายาก มันไม่ได้ถูกเลยที่จะมาเรียน ก็เลยตั้งใจเรียน ผลก็ออกมาตามที่เราตั้งใจ

เด็กๆ เป็นคนขี้งอนไหม

ไม่เป็นคนขี้งอนแต่ขี้อาย งอนกับน้อยใจไม่เหมือนกันนะ คิดว่ากี้น้อยใจมากกว่าคือ เซ็นซิทีฟมากๆ แต่ไม่งอน

ขี้อายแบบนี้ทำกิจกรรมที่โรงเรียนบ้างไหม

ทำ! ยิ่งทำเข้าไปใหญ่เลย เพราะโดยปกติเนี่ยสถานการณ์ทั่วไปทุกวันไม่กล้าแสดงออกไงคะ เมื่อมีงานที่ปล่อยให้เราแสดงออกได้ ก็เต็มที่เลย ปลดปล่อยเต็มที่เลย

แล้วที่บ้านเขาให้ทำกิจกรรมเหรออาจจะรบกวนเวลาเรียน

เขาสนับสนุนค่ะ เพราะเขาคิดว่าทุกอย่างที่โรงเรียนจัดมาก็ต้องมีจุดประสงค์ ไม่ใช่ว่าเรียนแต่วิชา อ่านหนังสือท่องอย่างเดียว ต้องมี Activity อย่างอื่นให้เด็กได้แสดงออกค่ะ

 กับเพื่อนๆ เป็นยังไงบ้าง

ก็เฮฮา ตอนเด็กมากๆ จะหัวเราะแบบเพื่อนมันจะโจ๊กใช่มะ กี้ก็จะหัวเราะขึ้นมา แต่พอโตขึ้นมานิดนึงก็จะเป็นคนพูดขำๆ ให้เพื่อนหัวเราะ

 กลุ่มเรามีกี่คน

ถ้านับดีๆ ก็มีสิบแต่ว่าไม่ได้เจอกันบ่อย เจอกันพักกินข้าวกินด้วยกัน พอมีงานกิจกรรมต้องไปเล่น ไปแสดงละครเวที ก็จะจับกลุ่มอยู่ด้วยกัน ก็คิดบทกันเอง เขียนกันเองเล่นกันเอง พอมีงานเต้นก็มาทำด้วยกัน วันสาร์-อาทิตย์ ก็ไปสเก็ตน้ำแข็ง

เด็กๆ คุณพ่อ-คุณแม่ไปรับส่งตลอด

แม่ค่ะ แม่จะรับส่งตลอดไม่เคยขาด

เป็นไงบ้าง บางทีเราจะไปเที่ยวกับเพื่อนก็ไม่ได้

มันก็ได้นะคะ ก็จะบอกแม่ โรงเรียนกี้เริ่มแปดโมงเช้า เร็วกว่าโรงเรียนไทยแล้วก็เลิกบ่านสองโมงครึ่ง เลิกเรียนกี้ก็อยากจะอยู่กับเพื่อนอยู่แถวโรงเรียนนะแหละ นั่งคุยกัน ซ้อหมูปิ้งกิน น้ำส้มปั่น ก็จะบอกแม่มารับ 5 โมงเย็นได้ไหม จะอยู่คุยเล่นกับเพื่อนก่อน

ตอนย้ายโรงเรียนไปอเมริกาแล้วกลับมาเมืองไทย มีปัญหาเรื่องการปรับตัวบ้างไหม

ลำบากค่ะ เวลาย้ายไปที่ไหน มันลำบากอยู่แล้ว เราต้องปรับตัว ตอนที่จากเมืองไทยไปเมืองนอกนี่ลำบากมากๆ เพราะเราไม่เคยไปอยู่เราต้องเรียนรู้เยอะ แต่จากเมืองนอกมาเมืองไทยนี่ลำบากเพียงแค่หวนความทรงจำว่าเราเคยใช้ชีวิตแบบนี้ แต่ว่าเราไม่ชินเราไปชินแบบโน้น แต่แป๊บเดียวก็จำได้

ชีวิตที่ผ่านมามีช่วงไหนที่สนุกที่สุด

มันเป็นช่วงๆ นะคะ มันโชคดีที่ชีวิตทุกช่วงมันแฮปปี้หมดเลย ตอนเรียนก็มัน รักเพื่อนมาก อยู่ที่เมืองนอกคนเดียว มันก็จะเป็นช่วงเวลาที่รู้สึกว่าเราเป็นผู้ใหญ่มากเลย แล้วจะภูมิใจตรงนั้น ถ้าจะให้สรุปว่าสนุกจริงๆ ตอนนี้เป็นตอนที่มีความสุขที่สุด เพราะรู้สึกว่าชีวิตกว่าเราจะมายืนตรงนี้ได้แล้วเรามาถึงแล้วนี่มีความสุขที่ได้ทำอย่างที่อยากจะทำ

ให้พูดถึงช่วงเรียนมหาวิทยาลัยนิดนึง

ตอนแรกจะไปเมืองนอก เพราะเพื่อนกี้เขาไปสมัครเมืองนอกหมดเลย แต่แม่เขาเป็นห่วงลูกคนเดียว อยากให้อยู่เมืองไทยอยู่ใกล้ ด้วยภาษาไทยกี้ไม่แน่นเลย คิดว่าถ้าจะสอบเอ็นฯ ก็คงไม่ไหว ก็เลยลองเอแบคดู เพราะเอแบคจะสอนเป็นภาษาอังกฤษ เข้าไปได้ก็เรียนปีนึง ก็สนุกดี ที่เข้าเอแบคเพราะว่าเราได้ใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยเมืองไทย เพราะต่างจากที่โน่นเยอะมาก ดีที่เราได้สัมผัสสองแบบ

ต่างกันยังไงบ้าง

เห็นชัดๆ เลยคือเครื่องแบบ มันต้องมีเครื่องแบบ และก็วิชาเนี่ยให้ลงเจ็ดอย่าง แล้วจะสอนแบบคือ ยากอะ มันยากกันคนละแบบ มันสอนเจ็ดอย่าง แล้วทุกวันมีเรียนวันละตัววันละครึ่งชั่วโมง อย่างเมืองนอกเนี่ยมากสุดที่คุณจะลงคือ 4 ตัว แล้วเรียนวันละ 1 วิชา 1 วิชาเนี่ย ไม่ 3 ชั่วโมงก็หนึ่งชั่วโมง เรียนสามวัน มันจะหนักอ่าน ต้องไปยืมหนังสือห้องสมุดมาอ่าน อ่านแล้วก็ออกความเห็น แล้วเขียนเปเปอร์เยอะมาก แต่ที่มหาวิทยาลัยเมืองไทยนี่ มันจะเหมือนตอนเรียนไฮสกูล จะมีหนังสือให้เรา แล้วครูก็จะแลกเชอร์สอน แล้วเราก็จด ท่องจำ แล้วเอาไปสอบ แต่ที่โน่นเขาไม่แลกเชอร์ให้เราจด เขาแลกเชอร์ลอย แล้วให้เราไปอ่านหาเอาเอง สรุปเอาเอง แล้วถ้าครูเห็นว่าเราสรุปดี มีเหตุผล เขาก็จะให้เกรดด แต่ถ้าเราไม่คิด ไม่ขยันหาเกรดเราก็ไม่ดี มันคนละอย่าง คนละความรู้สึกอ่ะ

ได้ปริญญาสองใบ

ภูมิใจค่ะ ที่จริงไม่ได้ตั้งไว้ว่าต้องทำเป็นสอง เพราะว่าเรียนธุรกิจจากเอแบค หน่วยกิจเราก็มี เวลาเราย้ายก็เสียดายที่จะทิ้งไปทั้งหมด พอย้ายไปปุ๊บกี้ก็ตัดสินใจเรียนอาร์ทเลย เพราะใจรักทางนี้ ก็คิดว่าโอเคเรียนควบคู่กันไป พอเราเครียดๆ จากธุรกิจ เราก็ขึ้นไประบาย จริงๆ เรียนอาร์ทมันช่วยมากๆ

กี้กลัวคุณพ่อ-คุณแม่ กลัวใครมากกว่ากัน

กลัวหรือคะ ไม่กลัวทั้งคู่ เพราะคุณพ่อ-คุณแม่ไม่ได้ดุหรืออะไร แต่ว่าแคร์ความรู้สึก จะแคร์ความรู้สึกของคุณแม่มากๆ  เพราะคุณแม่จะเป็นคนแข็งแรงก็จริง แต่พอมาเรื่องลูกนี่ แม่จะรักลูกมาก สำหรับพ่อเนี่ย พ่อจะเป็นคนที่ตลก แล้วเป็นคนที่คิดมาก ตัวเขาจะคิดมากแต่จะพยายามทำให้ทุกอย่างตลกขึ้นมา คือโอเค อย่าไปคิดมากเลย แล้วเขาก็จะโจ๊ก แต่แม่เนี่ยถ้าเขาคิดมาก แม่จะไม่สามารถมาตลกได้ ก็คือต้องนั่งคุยกัน ระบาย

เวลามีปัญหาปรึกษาใคร

ทั้งคู่ค่ะ ทั้งพ่อทั้งแม่ เพื่อนนี่ไม่ค่อยได้ปรึกษา หนึ่งไม่ค่อยได้เจอเพื่อนอยู่แล้ว เพราะว่าทำงาน นานๆ ทีคุยกับเพื่อนก็จะที่จะสนุกสนานเฮฮา ไม่อยากเอาปัญหาไปให้เขาคิดมากอะไร แล้วก็จะปรึกษาผู้ใหญ่แกรมมี่ค่ะ

เวลามีข่าวที่ไม่ดีออกมา คุณพ่อ-คุณแม่เรา แคร์มากน้อยแค่ไหน

รู้สึกว่าแม่จะแคร์มากกว่าพ่อ พ่อเขาจะเวลาดีก็ เอ้อๆๆ ดี แต่ถ้าไม่ดีก็เอาเถอะลูก ก็ต้องอย่างนี้แหละช่างมันเถอะ

ถ้าเขาเข้าใจเราก็โอเคแล้ว

เข้าใจค่ะ คือยังไงก็ตามพ่อแม่รักลูก ถ้าข่าวออกมาไม่น่านะ กี้ไม่ใช่ คือพ่อแม่เราจะรู้จักเราดีที่สุดไงค่ะ

เคยคิดว่าจะเข้าวงการไหม

ตอนเรียนหนังสืออยากที่จะเข้า แต่ไม่คิดว่าจะเข้าได้ เพราะว่าเราก็เรียนอีกด้านหนึ่ง เป็นความใฝ่ฝันเฉยๆ กี้ไม่กล้าที่จะไปไขว่คว้าให้มันเป็นเรื่องจริง คิดว่า อุ้ย...เราจะทำได้เหรอ

ตอนนั้นมาแล้วเรารู้สึกยากหรือง่าย

จริงๆ แล้วพอเรากลับไปคิดถึงตอนโน้นเนี่ย มันเป็นชีวิตที่สนุกมาก เหมือนกับเด็กเพิ่งเกิด พูดว่าไร้เดียงสาก็ว่าได้ จะมีความสุขกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามา เวลาเรียนโน้ตดนตรีก็จะแฮปปี้ จะรีบมาก่อนเวลา แบบว่าสนุกมาก ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่าเข้าค่ายได้หรือไม่ได้ มาถึงตรงนี้เราก็มันแล้ว

คิดว่าเราทำอะไรให้คุณพ่อ-คุณแม่ภูมิใจที่สุด

คิดว่ากี้ได้มาทำสิ่งที่กี้อยากจะทำ เพราะพ่อแม่รู้ตลอดว่ากี้อยากจะมาเป็นนักร้อง ตั้งแต่ตัวเล็กๆ รับปริญญาเรียนจบเนี่ยพ่อแม่จะอุ่นใจ คิดว่าพ่อแม่ทำให้ถึงที่สุดแล้ว คือส่งลูกเรียน นี่คือสมบัติที่พ่อแม่ให้ลูก หลังจากนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับลูกแล้ว เมื่อลูกได้ทำสิ่งที่ลูกอยากจะทำ คิดว่านั่นแหละค่ะที่เขาภูมิใจ

แล้วที่ทำให้พ่อแม่เสียใจ

มันก็มีบ้างที่ไม่ได้ตั้งใจ บางทีตอนเรียนอยู่อเมริกาก็โทรติดต่อกันนานๆ ครั้ง ไมมีอินเตอร์เนทขนาดนี้ที่จะติดต่อกันง่าย แล้วบางทีกี้ก็ไปอีกรัฐหนึ่งไปหาเพื่อน แล้วแม่โทรมา ชอบแบบนี้ อยู่บ้านทั้งอาทิตย์ไม่โทรมา แล้วอีกสองวันกลับบ้านแม่ก็จะเป็นห่วง กังวล ตายแล้วลูกเป็นอะไรหรือเปล่านี่

หลังจากได้ทำสิ่งที่ฝันคือเป็นนักร้องแล้ว อยากทำอะไรอีก

อยากเขียนเพลง อยากจะทำงานอยู่เบื้องหลังด้วยค่ะ

 

brought to you by นิตยสาร Mirror

 

back